วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558
สมเด็จพระปทุมมุตระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์
ประวัติหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ วัดท่าซุง
หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นที่เก่าแก่ อยู่ในวิหารหลวงปู่ใหญ่มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (หลวงปู่ใหญ่มาบูรณะวัดนี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ครองราชย์ได้ปีที่ ๙ หลวงปู่ใหญ่ท่านมาถึงวัดท่าซุงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๓๒)
ในวิหารนี้มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่หลายองค์ส่วนมากจะปั้นเป็นพระพุทธรูปทรงสมัยอยุธยาเป็นเกศหนามขนุนทั้งสิ้น ต่อมาพระพุทธรูปบางองค์รวมทั้งหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ ถูกพวกมิจฉาชีพตัดเอาเศียรพระไป และมีคนมาปั้นเศียรพระต่อให้แต่ก็ไม่สวยงามเท่าไรนัก โดยปั้นเป็นหน้าคนฟันเหยิน ตาโปน หมุ่นมวยผม
ดังนั้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ผู้บูรณะได้กราบขออนุญาตจากพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เจ้าอาวาสวัดท่าซุงในสมัยนั้น) ซ่อมแซมพระพุทธรูปทั้งหมดที่ชำรุด รวมทั้งขอปั้นปูนทับอค์หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ด้วย หลวงพ่อท่านอนุญาต และได้กล่าวอีกว่า พระพุทธรูปองค์นี้ เมื่อปั้นเสร็จให้ทำป้ายชื่อติดเอาไว้ พ่อให้ชื่อท่านว่า "หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์"ต่อไปในภายภาคหน้าจะมีคนขึ้นกับท่านมาก และนี่ก็คือประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ ตามที่ได้กล่าวมาจนถึงทุกวันนี้...
สิ่งที่ผู้คนนิยมมาทำบุญแลขอพระกับหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์มากทีเห็นก็คงจะเป็นการถวายผ้าสไบห่มองค์พระ โดยจะมีหลวงพี่องค์หนึ่งท่านนำสวดถวายและขอพรให้ เรียกว่าแบบละเอียดเลยก็ว่าได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนเยอะขนาดไหน ถ้าคนเยอะเกินไปท่านจะไม่อธิบายมาก แนะนำให้ไปวันธรรมดาคนน้อยๆท่านจะเล่าสาระดีๆให้เกี่ยวกับหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ให้ฟังอย่างละเอียด
โดยทั่วไปที่วิหารหลวงพ่อใหญ่แห่งนี้คนจะหนาแน่นเป็นพิเศษในช่วงงานฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง... เพราะเป็นช่วงที่บุคคลทั้งหลายต้องการกำลังใจกันสุดๆ เรียกว่าช่วงก่อนงานมโนยิทธิภายในวิหารนี้แทบไม่มีที่จะให้นั่งเลยก็ว่าได้ ที่แน่นไม่ใช่เพราะอะไร ส่วนใหญ่คนจะมาขอพรให้สำเร็จในการได้มโนมิยทธเต็มกำลังกันทั้งนั้นและส่วนใหญ่ก็สัมฤทธิ์ผลซะด้วย...
ฉะนั้นถ้าใครได้อ่านและปรารถนาที่จะได้ชมบารมีของท่านก็ขอเชิญสักการะได้ที่วิหารหลวงปู่ใหญ่ อยู่คู่กับโบสถ์เก่า วัดท่าซุง ท่านเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก บางท่านได้อธิษฐานจิตขอพรจากท่าน และได้สมความปรารถนาก็มีหลายราย ดังนั้นท่านใดที่สนใจจะเข้าชมบารมีหรืออธิษฐานจิตขอพรจากท่านก็เชิญได้ตามที่ปรารถนา ถ้าไม่เกินวิสัยก็ขอให้โชคดี สมความปรารถนาทุกผู้คน
คาถาบูชาหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์
ตั้ง นะโม 3 จบ
อิติ สุคะโต นะโมพุทธายะ พุทธบูชา วันทามิ
ให้ว่าคาถานี้วันละ 9 จบ เป็นอย่างน้อย บูชาทุกวัน
จัดเป็น "พุทธานุสสติ" และเป็นการเสริมบุญบารมี ความเป็นศิริมงคลแก่ตัวผู้สวดได้เป็นอย่างดี..
หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ วิหารหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ วัดท่าซุง
ที่มาจาก http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=417
/////////////////////////////////////
พระอาจารย์มหาสิงห์ วิสุทฺโธเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ถ้ำป่าไผ่มกราคม ๒๕๔๗ เรียนถามหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
พระพุทธเจ้าพระองค์ใดมีลาภเป็นพิเศษ?
ได้เคยกราบเรียนถามหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุงว่า จะสร้างพระพุทธรูปขององค์พระพุทธเจ้าพระองค์ใดจึงจะมีลาภเป็นพิเศษ องค์หลวงพ่อตอบว่า “สมเด็จองค์ปฐม ๑,
สมเด็จองค์พระปทุมุตตระ ๑,
สมเด็จองค์พระพุทธกัสสปะ ๑”
กราบเรียนถามต่อไปว่า " แล้วก็จะทำอย่างไรให้คนทั้งหลายรู้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นองค์พระพุทธเจ้า พระองค์นั้น พระองค์นี้ ..?"
องค์หลวงพ่อก็ตอบว่า
“ ก็จะยากอะไรก็เขียนพระนามของท่านติดไว้ข้างหน้าสิ ”
ได้ตั้งใจอธิษฐานในวันก่อสร้างไว้ว่าขอให้เป็นสมเด็จองค์ปฐมบรมศาสดาปาง ประทานพร แต่ยังไม่ได้เขียนพระนามใส่ไว้อยากจะปรับปรุงที่ประทับและพระองค์ท่านให้สวย ๆ สมพระเกียรติยิ่งกว่านี้ กำลังพยายามอยู่
สำหรับองค์พระพุทธกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่ได้กำหนดว่าเป็นพระพุทธรูปองค์ไหน ด้านซ้ายมือทิศใต้มีวิหารหลังน้อยชื่อว่า “วิหารรัตนกุล” เป็นที่พักคอยญาติเหมือนกัน และมีตู้เซียมซีให้เสี่ยงทายด้วยที่วิหารนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลวง พ่อฝนแสนห่า (อธิษฐานขอฝนได้) ตั้งใจอธิษฐานตอนที่สร้างขอให้เป็นองค์พระปทุมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้า......
ข้อมูลจาก พระอาจารย์มหาสิงห์ วิสุทฺโธเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ถ้ำป่าไผ่มกราคม ๒๕๔๗
https://www.facebook.com/pages/สมเด็จพระปทุมมุตตระ-หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์/250288668459359
หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นที่เก่าแก่ อยู่ในวิหารหลวงปู่ใหญ่มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (หลวงปู่ใหญ่มาบูรณะวัดนี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ครองราชย์ได้ปีที่ ๙ หลวงปู่ใหญ่ท่านมาถึงวัดท่าซุงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๓๒)
ในวิหารนี้มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่หลายองค์ส่วนมากจะปั้นเป็นพระพุทธรูปทรงสมัยอยุธยาเป็นเกศหนามขนุนทั้งสิ้น ต่อมาพระพุทธรูปบางองค์รวมทั้งหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ ถูกพวกมิจฉาชีพตัดเอาเศียรพระไป และมีคนมาปั้นเศียรพระต่อให้แต่ก็ไม่สวยงามเท่าไรนัก โดยปั้นเป็นหน้าคนฟันเหยิน ตาโปน หมุ่นมวยผม
ดังนั้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ผู้บูรณะได้กราบขออนุญาตจากพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เจ้าอาวาสวัดท่าซุงในสมัยนั้น) ซ่อมแซมพระพุทธรูปทั้งหมดที่ชำรุด รวมทั้งขอปั้นปูนทับอค์หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ด้วย หลวงพ่อท่านอนุญาต และได้กล่าวอีกว่า พระพุทธรูปองค์นี้ เมื่อปั้นเสร็จให้ทำป้ายชื่อติดเอาไว้ พ่อให้ชื่อท่านว่า "หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์"ต่อไปในภายภาคหน้าจะมีคนขึ้นกับท่านมาก และนี่ก็คือประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ ตามที่ได้กล่าวมาจนถึงทุกวันนี้...
สิ่งที่ผู้คนนิยมมาทำบุญแลขอพระกับหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์มากทีเห็นก็คงจะเป็นการถวายผ้าสไบห่มองค์พระ โดยจะมีหลวงพี่องค์หนึ่งท่านนำสวดถวายและขอพรให้ เรียกว่าแบบละเอียดเลยก็ว่าได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนเยอะขนาดไหน ถ้าคนเยอะเกินไปท่านจะไม่อธิบายมาก แนะนำให้ไปวันธรรมดาคนน้อยๆท่านจะเล่าสาระดีๆให้เกี่ยวกับหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ให้ฟังอย่างละเอียด
โดยทั่วไปที่วิหารหลวงพ่อใหญ่แห่งนี้คนจะหนาแน่นเป็นพิเศษในช่วงงานฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง... เพราะเป็นช่วงที่บุคคลทั้งหลายต้องการกำลังใจกันสุดๆ เรียกว่าช่วงก่อนงานมโนยิทธิภายในวิหารนี้แทบไม่มีที่จะให้นั่งเลยก็ว่าได้ ที่แน่นไม่ใช่เพราะอะไร ส่วนใหญ่คนจะมาขอพรให้สำเร็จในการได้มโนมิยทธเต็มกำลังกันทั้งนั้นและส่วนใหญ่ก็สัมฤทธิ์ผลซะด้วย...
ฉะนั้นถ้าใครได้อ่านและปรารถนาที่จะได้ชมบารมีของท่านก็ขอเชิญสักการะได้ที่วิหารหลวงปู่ใหญ่ อยู่คู่กับโบสถ์เก่า วัดท่าซุง ท่านเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก บางท่านได้อธิษฐานจิตขอพรจากท่าน และได้สมความปรารถนาก็มีหลายราย ดังนั้นท่านใดที่สนใจจะเข้าชมบารมีหรืออธิษฐานจิตขอพรจากท่านก็เชิญได้ตามที่ปรารถนา ถ้าไม่เกินวิสัยก็ขอให้โชคดี สมความปรารถนาทุกผู้คน
คาถาบูชาหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์
ตั้ง นะโม 3 จบ
อิติ สุคะโต นะโมพุทธายะ พุทธบูชา วันทามิ
ให้ว่าคาถานี้วันละ 9 จบ เป็นอย่างน้อย บูชาทุกวัน
จัดเป็น "พุทธานุสสติ" และเป็นการเสริมบุญบารมี ความเป็นศิริมงคลแก่ตัวผู้สวดได้เป็นอย่างดี..
หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ วิหารหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ วัดท่าซุง
ที่มาจาก http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=417
/////////////////////////////////////
พระอาจารย์มหาสิงห์ วิสุทฺโธเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ถ้ำป่าไผ่มกราคม ๒๕๔๗ เรียนถามหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
พระพุทธเจ้าพระองค์ใดมีลาภเป็นพิเศษ?
ได้เคยกราบเรียนถามหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุงว่า จะสร้างพระพุทธรูปขององค์พระพุทธเจ้าพระองค์ใดจึงจะมีลาภเป็นพิเศษ องค์หลวงพ่อตอบว่า “สมเด็จองค์ปฐม ๑,
สมเด็จองค์พระปทุมุตตระ ๑,
สมเด็จองค์พระพุทธกัสสปะ ๑”
กราบเรียนถามต่อไปว่า " แล้วก็จะทำอย่างไรให้คนทั้งหลายรู้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นองค์พระพุทธเจ้า พระองค์นั้น พระองค์นี้ ..?"
องค์หลวงพ่อก็ตอบว่า
“ ก็จะยากอะไรก็เขียนพระนามของท่านติดไว้ข้างหน้าสิ ”
ได้ตั้งใจอธิษฐานในวันก่อสร้างไว้ว่าขอให้เป็นสมเด็จองค์ปฐมบรมศาสดาปาง ประทานพร แต่ยังไม่ได้เขียนพระนามใส่ไว้อยากจะปรับปรุงที่ประทับและพระองค์ท่านให้สวย ๆ สมพระเกียรติยิ่งกว่านี้ กำลังพยายามอยู่
สำหรับองค์พระพุทธกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่ได้กำหนดว่าเป็นพระพุทธรูปองค์ไหน ด้านซ้ายมือทิศใต้มีวิหารหลังน้อยชื่อว่า “วิหารรัตนกุล” เป็นที่พักคอยญาติเหมือนกัน และมีตู้เซียมซีให้เสี่ยงทายด้วยที่วิหารนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลวง พ่อฝนแสนห่า (อธิษฐานขอฝนได้) ตั้งใจอธิษฐานตอนที่สร้างขอให้เป็นองค์พระปทุมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้า......
ข้อมูลจาก พระอาจารย์มหาสิงห์ วิสุทฺโธเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ถ้ำป่าไผ่มกราคม ๒๕๔๗
https://www.facebook.com/pages/สมเด็จพระปทุมมุตตระ-หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์/250288668459359
วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558
พระแม่จามเทวี บ้านหนองดู่ อำเภอซาง จังหวัดลำพูน
ตามรอยพระนางจามเทวีไปที่จังหวัดลำพูน ในฐานะที่เมืองลำพูนนั้นมีความสำคัญในอดีตมากมาย ด้วยเป็นอาณาจักรหริภุญไชยเก่าแก่ที่สุด กล่าวคือเป็นเมืองที่สุเทวฤาษีสร้างแล้วเชิญพระนางจามเทวีมาจากเมืองลวปุระ (คือเมืองลพบุรีปัจจุบัน) ขึ้นมาครองเมืองนี้เมื่อ พ.ศ.1202
เรื่องราวพระนางจามเทวีนั้นมีชาติกำเนิดเป็นชาวหริภุญไชยมาแต่เดิม โดยเป็นบุตรีของคหบดีผู้หนึ่งนามว่า “อินตา” บางแห่งว่าชื่อเมงบุตร เลยทำให้เข้าใจว่าเป็นมอญ วันประสูติตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง พ.ศ.1176 เวลาใกล้ค่ำ เมื่อตอนเด็ก 3 เดือนนั้นมีพญานกโฉบจับร่างบินขึ้นไปบนท้องฟ้า พอดีสุเทวฤาษีแห่งระมิงค์นคร บำเพ็ญตบะอยู่ ณ อุจฉุตบรรพต เห็นเข้าจึงช่วยให้พ้นจากกรงเล็บนกโดยใช้พัดรองรับจากนั้นสุเทวฤาษีก็เลี้ยงดูเป็นบุตรีบุญธรรมและสอนศิลปวิทยากรต่างๆ ให้จนเรียกว่าเก่งทั้งรบและสติปัญญา
เมื่อพระนางจามเทวีเจริญวัยมีพระชนมายุได้ 13 พรรษา สุเทวฤาษีได้เนรมิตแพส่งพระนางองค์น้อยนั้นล่องไปตามน้ำจากเมืองเหนือไปยังเมืองลวปุระ (ละโว้) ว่า กุมารีน้อยนี้จะมาช่วยละโว้ประหารศัตรู “พระเจ้าวักติ” ผู้ครองนครลวปุระ ทรงรับพระกุมารีน้อยไว้ด้วยความเสน่หายิ่ง เมื่อพระราชครู พยากรณ์ดวงชะตาของกุมารีน้อยก็แจ้งว่า กุมารีน้อยผู้นี้เป็นผู้มีพระบุญญานุภาพ และพระบารมีอันยิ่งใหญ่ ภายหน้าจักได้เป็นถึงนางกษัตริย์ ปรากฏพระเกียรติยศเกริกไกรไปทั่ว พระเจ้ากรุงละโว้และมเหสีทรงรับพระนางเป็นพระธิดาและให้อภิเษกสมรสกับ “เจ้าชายรามราช” แห่งนครรามบุรี แต่ด้วยเหตุที่พระนางเป็นสตรีที่มีพระสิริโฉมงดงามมากจึงมีกษัตริย์ต่างเมืองมายกทัพมาชิง จนพระนางจามเทวีคุมทัพออกรบด้วยพระองค์เองและได้ชัยชนะ พระนางจามเทวีนึกถึงเหล่ากษัตริย์และทหารที่ล้มตายเพราะพระองค์เป็นต้นเหตุจึงให้สร้างศาลเป็นจำนวนเท่ากับกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์ในครั้งนั้น และทรงสร้างวัดขึ้นในสมรภูมิรบด้วยวัดหนึ่ง
เรื่องราวพระนางจามเทวีนั้นมีชาติกำเนิดเป็นชาวหริภุญไชยมาแต่เดิม โดยเป็นบุตรีของคหบดีผู้หนึ่งนามว่า “อินตา” บางแห่งว่าชื่อเมงบุตร เลยทำให้เข้าใจว่าเป็นมอญ วันประสูติตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง พ.ศ.1176 เวลาใกล้ค่ำ เมื่อตอนเด็ก 3 เดือนนั้นมีพญานกโฉบจับร่างบินขึ้นไปบนท้องฟ้า พอดีสุเทวฤาษีแห่งระมิงค์นคร บำเพ็ญตบะอยู่ ณ อุจฉุตบรรพต เห็นเข้าจึงช่วยให้พ้นจากกรงเล็บนกโดยใช้พัดรองรับจากนั้นสุเทวฤาษีก็เลี้ยงดูเป็นบุตรีบุญธรรมและสอนศิลปวิทยากรต่างๆ ให้จนเรียกว่าเก่งทั้งรบและสติปัญญา
เมื่อพระนางจามเทวีเจริญวัยมีพระชนมายุได้ 13 พรรษา สุเทวฤาษีได้เนรมิตแพส่งพระนางองค์น้อยนั้นล่องไปตามน้ำจากเมืองเหนือไปยังเมืองลวปุระ (ละโว้) ว่า กุมารีน้อยนี้จะมาช่วยละโว้ประหารศัตรู “พระเจ้าวักติ” ผู้ครองนครลวปุระ ทรงรับพระกุมารีน้อยไว้ด้วยความเสน่หายิ่ง เมื่อพระราชครู พยากรณ์ดวงชะตาของกุมารีน้อยก็แจ้งว่า กุมารีน้อยผู้นี้เป็นผู้มีพระบุญญานุภาพ และพระบารมีอันยิ่งใหญ่ ภายหน้าจักได้เป็นถึงนางกษัตริย์ ปรากฏพระเกียรติยศเกริกไกรไปทั่ว พระเจ้ากรุงละโว้และมเหสีทรงรับพระนางเป็นพระธิดาและให้อภิเษกสมรสกับ “เจ้าชายรามราช” แห่งนครรามบุรี แต่ด้วยเหตุที่พระนางเป็นสตรีที่มีพระสิริโฉมงดงามมากจึงมีกษัตริย์ต่างเมืองมายกทัพมาชิง จนพระนางจามเทวีคุมทัพออกรบด้วยพระองค์เองและได้ชัยชนะ พระนางจามเทวีนึกถึงเหล่ากษัตริย์และทหารที่ล้มตายเพราะพระองค์เป็นต้นเหตุจึงให้สร้างศาลเป็นจำนวนเท่ากับกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์ในครั้งนั้น และทรงสร้างวัดขึ้นในสมรภูมิรบด้วยวัดหนึ่ง
พระเจ้าทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ ด้านหลังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่
มาทำความรู้จัก "หลวงพ่อทันใจ" กันเถอะ
หลังจากที่มีชาวบ้านหลายคนไปขอพรจาก "หลวงพ่อทันใจ" แล้วสมหวังได้โชคถูกหวยกันมาหลายราย วันนี้เราจึงชวนเพื่อนๆ ทุกคนมาทำความรู้จักกับ "หลวงพ่อทันใจ" กันเผื่อเพื่อนๆ จะเดินทางไปขอพรจากท่าน
"หลวงพ่อทันใจ" ท่านให้โชคลาภและมีญาณวิเศษที่ให้ผู้คนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ แม้กระทั่งอัมพฤกษ์หรืออัมพาต หายขาดมาได้รวมถึงผู้คนที่นิยมเสี่ยงดวงกับกับการซื้อหวย โชคดีกันไปอย่างไม่น่าเชื่อ มีเกิดขึ้นที่วัดพระธาตุดอยคำ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
วัดพระธาตุดอยคำ เป็นพระวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวแม่เหียะ ชาวเชียงใหม่มากว่า 1,400 ปี เป็นสถานอันศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์รวมน้ำใจของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา
พระครูสุนทรเจติยารักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยคำอันศักดิ์สิทธิ์ เล่าว่า….”ผู้โชคดีมีบุญหลายราย ได้รับโชคจากการเข้ามากราบนมัสการพระธาตุและ”หลวงพ่อทันใจอันศักดิ์สิทธิ์” นักบุญทั้งหลายที่เข้ามาที่วัดดอยคำ ที่เข้ามานมัสการกราบไหว้ต่างมีโชค ธูปเทียนและดอกมะลิ 50 พวงขึ้นไป จะไปหาซื้อที่ตลาดสดที่ไหนก็ได้ แล้วนำมากราบนมัสการขอพร” ผู้นั้นจะโชคดี เรื่องจริงที่เกิดขึ้นแทบไม่น่าเชื่อว่า”ชาวฝรั่งที่มีภรรยาเป็นคนไทย”ซึ่งชาวฝรั่งเป็นโรคอัมพฤกษ์ ได้พากันมากราบนมัสการ”หลวงพ่อทันใจ”ด้วยดอกมะลิเช่นชาวพุทธคนอื่นๆที่เคารพนับถือในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าทันใจ เป็นอัมพฤกษ์มานาน พอมากราบท่านฯเสร็จแล้วกลับมาถึงบ้านไม่กี่วันก็หายขาด จากที่เคยนั่งรถเข้นกลับมาเดินได้เหมือนเดิม คนที่เป็นอัมพาตก็หายได้เหมือนกัน มีตัวอย่างอยู่หลายคนที่เข้ามาอธิธาน
รูปภาพ : พระเจ้าทันใจ อายุ 502 ปี วัดพระธาตุดอยคำ เชียงใหม่
วิธีบนขอพรหลวงพ่อทันใจ
การอธิษฐานจะต้องใช้ดอกมะลิสด 50 พวงขึ้นไปจะกี่ร้อยกี่พันก็ได้ทั้งนั้นและให้อธิษฐานได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ท่านถึงจะให้ ซึ่งปัจจุบันผู้คนที่มาอธิฐานและขอพรขอบนบานศาลกล่าวโชคดีและได้นำดอกมะลิมากราบไหว้อีกเป็นจำนวนมาก
การเดินทางไปอธิษฐานขอพร หลวงพ่อทันใจ
วัดพระธาตุดอยคำหาไม่ยาก เพียงเดินทางไปตามถนนเส้นทางสายคันคลองเลียบคลองชลประทานและหันมองไปทางด้านที่เป็นภูเขา พระธาตุดอยคำจะอยู่เหนือบริเวณ ”พืชสวนโลก” เด่นเป็นสง่าอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือพระธาตุดอยคำอันศักดิ์สิทธิ์ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายหมั่นเข้าวัดทำบุญและกราบไหว้ขอพรนำสิ่งดีๆ สู่ชีวิตจะเป็นกุศลผลบุญติดตามตัวกันไปทุกชาติ โชคดีที่หลวงพ่อทันใจจะให้คือพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อธิษฐานกันได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สำหรับสาธุชนชาวพุทธทั้งหลาย.
คำบูชาหลวงพ่อทันใจ
ตั้งนะโม 3 จบ
โอมนะโม พุทธายะ ยะอะสะ สุมัง จะปาคะ
หลังจากที่มีชาวบ้านหลายคนไปขอพรจาก "หลวงพ่อทันใจ" แล้วสมหวังได้โชคถูกหวยกันมาหลายราย วันนี้เราจึงชวนเพื่อนๆ ทุกคนมาทำความรู้จักกับ "หลวงพ่อทันใจ" กันเผื่อเพื่อนๆ จะเดินทางไปขอพรจากท่าน
"หลวงพ่อทันใจ" ท่านให้โชคลาภและมีญาณวิเศษที่ให้ผู้คนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ แม้กระทั่งอัมพฤกษ์หรืออัมพาต หายขาดมาได้รวมถึงผู้คนที่นิยมเสี่ยงดวงกับกับการซื้อหวย โชคดีกันไปอย่างไม่น่าเชื่อ มีเกิดขึ้นที่วัดพระธาตุดอยคำ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
วัดพระธาตุดอยคำ เป็นพระวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวแม่เหียะ ชาวเชียงใหม่มากว่า 1,400 ปี เป็นสถานอันศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์รวมน้ำใจของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา
พระครูสุนทรเจติยารักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยคำอันศักดิ์สิทธิ์ เล่าว่า….”ผู้โชคดีมีบุญหลายราย ได้รับโชคจากการเข้ามากราบนมัสการพระธาตุและ”หลวงพ่อทันใจอันศักดิ์สิทธิ์” นักบุญทั้งหลายที่เข้ามาที่วัดดอยคำ ที่เข้ามานมัสการกราบไหว้ต่างมีโชค ธูปเทียนและดอกมะลิ 50 พวงขึ้นไป จะไปหาซื้อที่ตลาดสดที่ไหนก็ได้ แล้วนำมากราบนมัสการขอพร” ผู้นั้นจะโชคดี เรื่องจริงที่เกิดขึ้นแทบไม่น่าเชื่อว่า”ชาวฝรั่งที่มีภรรยาเป็นคนไทย”ซึ่งชาวฝรั่งเป็นโรคอัมพฤกษ์ ได้พากันมากราบนมัสการ”หลวงพ่อทันใจ”ด้วยดอกมะลิเช่นชาวพุทธคนอื่นๆที่เคารพนับถือในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าทันใจ เป็นอัมพฤกษ์มานาน พอมากราบท่านฯเสร็จแล้วกลับมาถึงบ้านไม่กี่วันก็หายขาด จากที่เคยนั่งรถเข้นกลับมาเดินได้เหมือนเดิม คนที่เป็นอัมพาตก็หายได้เหมือนกัน มีตัวอย่างอยู่หลายคนที่เข้ามาอธิธาน
รูปภาพ : พระเจ้าทันใจ อายุ 502 ปี วัดพระธาตุดอยคำ เชียงใหม่
วิธีบนขอพรหลวงพ่อทันใจ
การอธิษฐานจะต้องใช้ดอกมะลิสด 50 พวงขึ้นไปจะกี่ร้อยกี่พันก็ได้ทั้งนั้นและให้อธิษฐานได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ท่านถึงจะให้ ซึ่งปัจจุบันผู้คนที่มาอธิฐานและขอพรขอบนบานศาลกล่าวโชคดีและได้นำดอกมะลิมากราบไหว้อีกเป็นจำนวนมาก
การเดินทางไปอธิษฐานขอพร หลวงพ่อทันใจ
วัดพระธาตุดอยคำหาไม่ยาก เพียงเดินทางไปตามถนนเส้นทางสายคันคลองเลียบคลองชลประทานและหันมองไปทางด้านที่เป็นภูเขา พระธาตุดอยคำจะอยู่เหนือบริเวณ ”พืชสวนโลก” เด่นเป็นสง่าอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือพระธาตุดอยคำอันศักดิ์สิทธิ์ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายหมั่นเข้าวัดทำบุญและกราบไหว้ขอพรนำสิ่งดีๆ สู่ชีวิตจะเป็นกุศลผลบุญติดตามตัวกันไปทุกชาติ โชคดีที่หลวงพ่อทันใจจะให้คือพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อธิษฐานกันได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สำหรับสาธุชนชาวพุทธทั้งหลาย.
คำบูชาหลวงพ่อทันใจ
ตั้งนะโม 3 จบ
โอมนะโม พุทธายะ ยะอะสะ สุมัง จะปาคะ
วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558
วัดดอยเกิ้ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
อาจารย์รัตน์ รตนญาโณ เจ้าอาวาสวัดดอยเกิ้ง
ฮือฮาพระอาจารย์ชื่อดังเผยเคล็ดลับ “พลังปิรมิด” รักษาบำบัดโรค แขนขาอ่อนแรง ปฏิบัติร่วมการใช้จิตภาวนา หลังจากใช้วิธีดังกล่าวกับตัวเองจนหายป่วย
ที่วัดดอยเกิ้ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ เจ้าอาวาสวัดดอยเกิ้ง ได้นำสื่อมวลชน เข้าพิสูจน์ความมหัศจรรย์การบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยพลังปิรมิด ในการรักษาผู้ป่วยที่มีสภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ที่ป่วยเป็นอัมพฤษ์
ซึ่งมีผู้ป่วยที่มีความเชื่อและศรัทธาได้เดินทางมาร่วมพิสูจน์โดยหวังว่าจะมีหนทางช่วยให้ร่างกายที่ป่วยหายได้ โดยผู้ป่วยที่เดินทางมาร่วมฝึกปฏิบัติและทำสมาธิบำบัดในครั้งนี้มีทั้งผู้ป่วยที่แขนขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ บางคนต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการค้ำเดิน บางคนมาครั้งแรกตั้งหามเข้ามาเนื่องจากแขนขาไม่มีแรง ทรงตัวไม่ได้ เดินไม่ได้
พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ เปิดเผยว่า พร้อมในคณะศรัทธาและสื่อได้ดูภาพวีดีโอที่ท่านบันทึกในช่วงระหว่างที่ท่านอาพาธป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ เส้นเลือดตีบในสมอง ทำให้แขนขา ด้านซ้ายไม่มีแรงลุกเดินไปไหนก็ไม่ได้ ท่านจึงเริ่มรักษาอาการของท่านเองโดยใช้วิธี กายภาพบำบัด และสมาธิในการรักษา โดยใช้พลังปิรมิดมาช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น
ตอนนี้อาการของท่านเกือบเป็นปกติแล้วหลังจากที่ท่านเริ่มใช้พลังปิรามิดช่วยมากว่า 6 เดือน ท่านจึงได้เมตตาบอกบุญช่วยผู้ป่วยที่บ้านเกิดเมืองนอน เพื่อให้พ้นจากความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ และเส้นเลือดในสมองแตก อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต สามารถเยียวยาและหายได้ ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจ ในการรักษา ปฏิบัติบัติฝึกจิตภาวนาร่วมกับการทำกายภาพบำบัด
โดยวันนี้มีผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ กว่า 10 คน เดินทางมาร่วมทำการพิสูจน์และใช้อุปกรณ์ที่เป็นเครื่องรวมพลังของปิรมิดที่พระอาจารย์รัตน์ จัดทำขึ้นใส่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวม 4 ชิ้น ประกอบด้วย บริเวณศีรษะ หู บ่า และ เอว ประมาณ 10 – 15 นาที จากนั้นพระอาจารย์จะเริ่มให้ผู้ป่วยแต่ละคน ทดสอบโดยการลุกและเดิน ซึ่งผู้ป่วยบางคนสามารถลุกเดินได้ภายในระยะเวลา 5 นาที บางคน เป็นครึ่งชั่วโมง ทั้งนี้ พระอาจารย์บอกว่า
ขึ้นอยู่กับเลือดลมธาตุและการถูกทำลายของสมองด้านปราสาทสัมผัสที่บางคนถูกทำลายมาก อาจต้องใช้ระยะเวลาในการใช้เครื่องปิรามิดควบคู่กับการใช้จิตสมาธิในการบำบัดไม่เท่ากัน.-สำนักข่าวไทย
ผู้สนใจต้องการทดลองการบำบัดรักษาโรคด้วย เตียงพลังพีระมิด หรือต้องการก้อนพีระมิด สร้อยพีระมิด เพื่อใช้ในการบำบัดส่วนตัวที่บ้าน เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ "ศูนย์สุขภาพองค์รวม เอช พลัส" ชั้น ๑๑ อาคารไอทีสแควร์ หลักสี่ โทร. ๐-๒๗๘๔-๖๐๒๒
ฮือฮาพระอาจารย์ชื่อดังเผยเคล็ดลับ “พลังปิรมิด” รักษาบำบัดโรค แขนขาอ่อนแรง ปฏิบัติร่วมการใช้จิตภาวนา หลังจากใช้วิธีดังกล่าวกับตัวเองจนหายป่วย
ที่วัดดอยเกิ้ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ เจ้าอาวาสวัดดอยเกิ้ง ได้นำสื่อมวลชน เข้าพิสูจน์ความมหัศจรรย์การบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยพลังปิรมิด ในการรักษาผู้ป่วยที่มีสภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ที่ป่วยเป็นอัมพฤษ์
ซึ่งมีผู้ป่วยที่มีความเชื่อและศรัทธาได้เดินทางมาร่วมพิสูจน์โดยหวังว่าจะมีหนทางช่วยให้ร่างกายที่ป่วยหายได้ โดยผู้ป่วยที่เดินทางมาร่วมฝึกปฏิบัติและทำสมาธิบำบัดในครั้งนี้มีทั้งผู้ป่วยที่แขนขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ บางคนต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการค้ำเดิน บางคนมาครั้งแรกตั้งหามเข้ามาเนื่องจากแขนขาไม่มีแรง ทรงตัวไม่ได้ เดินไม่ได้
พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ เปิดเผยว่า พร้อมในคณะศรัทธาและสื่อได้ดูภาพวีดีโอที่ท่านบันทึกในช่วงระหว่างที่ท่านอาพาธป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ เส้นเลือดตีบในสมอง ทำให้แขนขา ด้านซ้ายไม่มีแรงลุกเดินไปไหนก็ไม่ได้ ท่านจึงเริ่มรักษาอาการของท่านเองโดยใช้วิธี กายภาพบำบัด และสมาธิในการรักษา โดยใช้พลังปิรมิดมาช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น
ตอนนี้อาการของท่านเกือบเป็นปกติแล้วหลังจากที่ท่านเริ่มใช้พลังปิรามิดช่วยมากว่า 6 เดือน ท่านจึงได้เมตตาบอกบุญช่วยผู้ป่วยที่บ้านเกิดเมืองนอน เพื่อให้พ้นจากความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ และเส้นเลือดในสมองแตก อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต สามารถเยียวยาและหายได้ ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจ ในการรักษา ปฏิบัติบัติฝึกจิตภาวนาร่วมกับการทำกายภาพบำบัด
โดยวันนี้มีผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ กว่า 10 คน เดินทางมาร่วมทำการพิสูจน์และใช้อุปกรณ์ที่เป็นเครื่องรวมพลังของปิรมิดที่พระอาจารย์รัตน์ จัดทำขึ้นใส่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวม 4 ชิ้น ประกอบด้วย บริเวณศีรษะ หู บ่า และ เอว ประมาณ 10 – 15 นาที จากนั้นพระอาจารย์จะเริ่มให้ผู้ป่วยแต่ละคน ทดสอบโดยการลุกและเดิน ซึ่งผู้ป่วยบางคนสามารถลุกเดินได้ภายในระยะเวลา 5 นาที บางคน เป็นครึ่งชั่วโมง ทั้งนี้ พระอาจารย์บอกว่า
ขึ้นอยู่กับเลือดลมธาตุและการถูกทำลายของสมองด้านปราสาทสัมผัสที่บางคนถูกทำลายมาก อาจต้องใช้ระยะเวลาในการใช้เครื่องปิรามิดควบคู่กับการใช้จิตสมาธิในการบำบัดไม่เท่ากัน.-สำนักข่าวไทย
ผู้สนใจต้องการทดลองการบำบัดรักษาโรคด้วย เตียงพลังพีระมิด หรือต้องการก้อนพีระมิด สร้อยพีระมิด เพื่อใช้ในการบำบัดส่วนตัวที่บ้าน เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ "ศูนย์สุขภาพองค์รวม เอช พลัส" ชั้น ๑๑ อาคารไอทีสแควร์ หลักสี่ โทร. ๐-๒๗๘๔-๖๐๒๒
พระพุทธบาท ๗ รอย ที่สำนักสงฆ์ พระพุทธบาทน้ำทิพย์ บ้านสร้างค้อ อ.ภูพาน จ.สกลนคร
คำบูชารอยพระพุทธบาท
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ
อิมัสมิง มหาปัพพะเต ฐาปิตัง สัมมาสัมพุทธัสสะ สัตตะปาทะวลัญชัง
สิระสานะมามิ
**พระพุทธบาท 7 รอยหรือพระพุทธบาทน้ำทิพย์..มีน้ำไหลออกมาตลอดปี ซึ่งเป็นรอยพระบาทหมู่ทับซ้อนกัน 7 รอยอยู่บนลานหินทรายพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ได้มาประทับรอยไว้โปรดคนและสัตว์เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ใครมีศรัทธามาขอน้ำไปรักษาโรคร้ายต่างๆได้ส่วนใหญ่ก็จะหาย
และมาขอพรต่างๆกัน ท่านเจ้าอาวาสพระ อ.บุญมี จึงเรียกว่าพระพุทธบาทน้ำทิพย์ที่อยู่ บ้านอุดมทรัพย์ ต.สร้างค้อ อ.ภูพาน.จ.สกลนคร รอยพระบาทอยู่ติดถนนใหญ่สายกาฬสินธุ์-สกลนคร ห่างจากถนนประมาณ 200 เมตร จุดสังเกตคือมีพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม องค์ใหญ่ ติดถนนใหญ่
**เรื่องผู้หญิงเข้าไปกราบได้ไหม ขอตอบว่าได้ ผู้หญิงเข้าไปกราบบูชาใกล้ๆได้ แต่ห้ามลงไปในรอยพระบาท เพราะว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ ปี 2552 มีผู้หญิงกลุ่มใหญ่ลงไปล้างทำความสะอาดรอยพระบาท แล้วต่อมาไม่นานน้ำก็ได้หยุดไหล ท่านพระอาจารย์บุญมีจึงต้องบวงสรวงขอขมา ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ น้ำจึงได้ไหล
ถึงเท่าทุกวันนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้น พระอาจารย์เล่าให้ฟังครับ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้ามนะครับ แต่เทวดาท่านดูแลรักษา อันไหนเหมาะสมกับไม่เหมาะสม ไม่ได้แบ่งชั้นนะครับ เทวดาตามถ้ำตามป่า ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มีหน้าที่ดูแลรักษาปกป้องคุ้มครอง และให้พรเวลาคนมาขอพรกราบไหว้บูชา จึงเรียกวาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
และอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เมื่อปี 2547 มีผู้หญิงคนหนึ่งชาวสกลนคร คนรุ่นใหม่ ไม่ขอเอ่ยชื่อนะครับ ได้กล่าวปรามาสว่าไม่ใช่รอยพระบาท ว่าเป็นหลุมหิน เชื่อกันงมงาย ว่าเป็นรอยพระบาทปลอม พอพูดจบ ผู้หญิงคนนั้นก็ได้มีอาการเป็นบ้าวิปริตขึ้นทันที พูดไม่รู้เรื่อง มีอาการลอยบก ญาติพี่น้อง จึงต้องนำมาขอขมา จึงหายจากอาการดังกล่าวครับ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ
อิมัสมิง มหาปัพพะเต ฐาปิตัง สัมมาสัมพุทธัสสะ สัตตะปาทะวลัญชัง
สิระสานะมามิ
**พระพุทธบาท 7 รอยหรือพระพุทธบาทน้ำทิพย์..มีน้ำไหลออกมาตลอดปี ซึ่งเป็นรอยพระบาทหมู่ทับซ้อนกัน 7 รอยอยู่บนลานหินทรายพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ได้มาประทับรอยไว้โปรดคนและสัตว์เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ใครมีศรัทธามาขอน้ำไปรักษาโรคร้ายต่างๆได้ส่วนใหญ่ก็จะหาย
และมาขอพรต่างๆกัน ท่านเจ้าอาวาสพระ อ.บุญมี จึงเรียกว่าพระพุทธบาทน้ำทิพย์ที่อยู่ บ้านอุดมทรัพย์ ต.สร้างค้อ อ.ภูพาน.จ.สกลนคร รอยพระบาทอยู่ติดถนนใหญ่สายกาฬสินธุ์-สกลนคร ห่างจากถนนประมาณ 200 เมตร จุดสังเกตคือมีพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม องค์ใหญ่ ติดถนนใหญ่
**เรื่องผู้หญิงเข้าไปกราบได้ไหม ขอตอบว่าได้ ผู้หญิงเข้าไปกราบบูชาใกล้ๆได้ แต่ห้ามลงไปในรอยพระบาท เพราะว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ ปี 2552 มีผู้หญิงกลุ่มใหญ่ลงไปล้างทำความสะอาดรอยพระบาท แล้วต่อมาไม่นานน้ำก็ได้หยุดไหล ท่านพระอาจารย์บุญมีจึงต้องบวงสรวงขอขมา ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ น้ำจึงได้ไหล
ถึงเท่าทุกวันนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้น พระอาจารย์เล่าให้ฟังครับ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้ามนะครับ แต่เทวดาท่านดูแลรักษา อันไหนเหมาะสมกับไม่เหมาะสม ไม่ได้แบ่งชั้นนะครับ เทวดาตามถ้ำตามป่า ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มีหน้าที่ดูแลรักษาปกป้องคุ้มครอง และให้พรเวลาคนมาขอพรกราบไหว้บูชา จึงเรียกวาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
และอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เมื่อปี 2547 มีผู้หญิงคนหนึ่งชาวสกลนคร คนรุ่นใหม่ ไม่ขอเอ่ยชื่อนะครับ ได้กล่าวปรามาสว่าไม่ใช่รอยพระบาท ว่าเป็นหลุมหิน เชื่อกันงมงาย ว่าเป็นรอยพระบาทปลอม พอพูดจบ ผู้หญิงคนนั้นก็ได้มีอาการเป็นบ้าวิปริตขึ้นทันที พูดไม่รู้เรื่อง มีอาการลอยบก ญาติพี่น้อง จึงต้องนำมาขอขมา จึงหายจากอาการดังกล่าวครับ
วัดโขงขาว ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
ความเป็นมาของการก่อสร้างวัดโขงขาวนั้น ท่านสาธุชน เป็นเพียงได้รับฟังการบอกเล่าต่อๆ กันมา หาบันทึกเป็นหลักฐานยืนยันยังไม่ได้ ข้าพเจ้าขอถ่ายทอดจากการที่ได้รับฟังมาจาก “ผู้รู้”บางท่าน อาจจะผิดถูกบ้าง ขอให้ถือเป็น “ตำ-นาน” ฉบับพิเศษ หรือว่าเป็น “นิทานธรรม” ของสุนิสา วงศ์ราม ก็แล้วกัน
“ท่าน” เล่าให้ฟังตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 โน่นแล้วว่า ที่พวกเรามาทำนุบำรุงวัดโขงขาวนั้น เพราะเคยมีความผูกพันมาตั้งแต่ปางก่อน วัดนี้สร้างสมัน ท่านแม่จามเทวี (อ่านว่า จา-มะ-เท-วี) หรือ พระแม่จามเทวี หรือพระแม่เจ้าจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่ง อาณาจักรหริภุญชัย ทางเหนือของดินแดนสุวรรณภูมิ คือ บริเวณจังหวัดลำพูนในปัจจุบัน ในประมาณ พ.ศ.1200
ท่านแม่จามเทวี
ตามคำนานของโยนกนคร พรแม่จามเทวี หรือพระนางจามเทวี เป็นราชธิดากษัตริย์เมืองละโว้หรือลพบุรี ทรงมีเชื้อสายขอม (ไม่ใช่เขมร) มีพระราชสวามี คือ “พระเจ้ารามราช”แห่งกรุงสุโขทัยในราชวงศ์พระร่วง ขณะที่พระนางทรงพระครรภ์ 3 เดือน ประมาณ พ.ศ.1204จำเป็นต้องแยกจากพระราชสวามี เพื่อไปครองเมืองเชียงใหม่ เนื่องจาก พระดาบสวาสุเทพ และสุทันตดาบสได้สร้างเมืองหริภุญชัยขึ้น (จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน แต่หาผู้เหมาะสมมีคุณสมบัติที่จะไปเป็นกษัตริย์ครองเมืองไม่ได้ และเห็นว่า ราชธิดาพระเจ้ากรุงละโว้มีบุญญาการความสามารถมาก
จึงได้อัญเชิญและขอร้องให้พระราชธิดา คือ พระแม่เจ้าจามเทวีขึ้นไปครองราชย์สมบัติ ณ หริภุญชัย นครแห่งใหม่ ดังนั้น ท่านแม่จามเทวี สุดที่จะหลีกเลี่ยงได้ จึงเสด็จฯ ล่องไปโดยทางเรือด้วยความยากลำบาก ไปตามลำน้ำใช้เวลา 6 เดือน ด้วยขัติยะมานะความอดทนเป็นอย่างสูงและพระปฏิญาณปัญญา หลังจากเสร็จสิ้นพิธีราชาภิเษกไม่กี่วัน พระแม่เจ้าประสูติพระโอรสฝาแฝด 2องค์พระนามว่า เจ้าชายมหันตยศ และ เจ้าชายอนันตยศ
พระนางจามเทวี ทรงครองราชย์สมบัติเป็นกษัตริย์แห่งหริภุญชัยนคร 54 ปี จากนั้นทรงมอบให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ คือเจ้ามหันตยศ ขึ้นครองราชย์แทน ประมาณปี พ.ศ.1258 ส่วนราชโอรสองค์น้อง เจ้าอนันตยศ นั้น พระฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ ได้สร้างเมืองแห่งใหม่ให้ไปครอง คือ นครเขลางค์ หรือ ลำปางในปัจจุบัน
ในยุคสมัยท่านแม่จามเทวี ประชาชีอยู่เย็นเป็นสุข ประเทศชาติมั่งคั่งร่ำรวยด้วยสินแร่ ปละทรัพยากรธรรมชาติ ผู้คนมีศิลมีสัจจ์มั่นคงในพระพุทธศาสนา และมีอภิญญาสมาบัติกันมาก
อาณาจักรหริภุญชัย เจริญรุ่งเรืองต่อมาอีกประมาณ 600 ปี จนถึง พ.ศ.1825 พระเจ้าเม็งรายจากอาณาจักรล้านนา นครเชียงใหม่ ให้ผนวกหริภุญชัยไว้ในอำนาจการปกครองเพราะผู้ครองนครรุ่นหลังอ่อนแอ และอาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรืองเข้มแข็ง
สมัยก่อนแต่โบราณกาล ท่านพุทธบริษัท ได้ดินแดนสุวรรณภูมิที่มีความเจริญรุ่งเรืองนั้น มีผู้คนอยู่รวมกันเป็น “เมือง” หรือ “อาณาจักร” มีพื้นที่กว้างขวางบ้าง เล็กๆ บ้าง ตั้งอยู่ห่างกันโดยอิสระ มีสัมพันธไมตรีต่อกันบ้าง ผลัดเปลี่ยนการเป็นใหญ่ในการปกครองบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ “ผู้นำ” หรือ “กษัตริย์”ของแต่ละอาณาจักรว่าเข้มแข็งหรืออ่อนแออาณาจักรทีเข้มแข็งกว่าก็จะโดดเด่นเป็นเจ้า ที่อ่อนแอกว่าก็จะถูกยึดครองหรือสลายไป อาณาจักรต่างๆ เช่น หริภุญชัย สุโขทัย ศรีวิชัย ลพบุรี ล้านา ศรีอยุธยา ทวาราวดี เชียงแสน เชียงรุ้ง เขลางค์นคร เป็นต้น
วัดโขงขาว
ในสมัยพระจ้าจามเทวี การสร้างวัดเป็นนโยบายการแผ่ขยายราชอำนาจพระบารมีโดยสันติวิธี แทนการยึดครองพื้นที่โดยการรบพุ่ง เมื่อมีการสร้างวัดขึ้นมา ชาวประชาก็จะมาสร้างบ้านแข่งเมืองอยู่ใกล้วัด
เนื่องจากวัดและพระสงฆ์ เป็นศูนย์รวมวิชาวิทยาการต่างๆ และการสร้างวัดนั้น เป็นการสร้างกุศลเผยแพร่ธรรมะพระศาสนาอีกด้วย พระแม่เจ้าจึงได้จัดส่งคณะออกไปหาทำเลที่เหมาะสมและดำเนินการ
ในสมัยเดียวกันนั้น “ท่าน” บอกว่า ยังมีเจ้าเมืองเชียงใหม่ หรืออาณาจักรล้านนาซึ่งเป็นชายได้สร้างวัดแข่งกับท่านด้วย แต่วิธีการต่างกัน เจ้านครล้านนา นิยมการสร้างวัดในเมืองใกล้บ้านดังที่เราเห็นอยู่ในเมืองเชียงใหม่ปัจจุบัน ส่วนท่านแม่จามเทวี ทรงมีวิสัยทัศน์ไกล โปรดการสร้างวัดนอกเมือง ในทำเลเหมาะและห่างไกล เพราะว่าที่ใดมีวัด ที่นั่นจะเป็นเมืองมีประชาชนเข้าไปตั้งถิ่นฐาน อย่างเช่น วัดโขงขาวแห่งนี้ เป็นหนึ่งในวัดตามนโยบายขยายเมืองในที่สวยงามเหมาะสม แต่ทว่าน่าเสียดายที่พระแม่เจ้าฯ เสด็จทิวงคตก่อนที่วัดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์
นาย”ราเชนทร์” จากชมรมวิชชุเวทย์ธรรมปฏิบัติ เล่าว่า สมัยที่ทำการก่อสร้างวัดโขงขาวนั้น บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์มั่งคั่ง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส สดชื่นร่างกายสูงใหญ่ สมส่วนสวยงามทั้งชายและหญิง ความสูงของท่านผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ (เช่นพระเจ้ารามราช) ประมาณ 2 เมตรเศษ
วัดโขงขาวในปัจจุบันตั้งอยู่บนดินแดนที่เป็นเนินสูง มีป่าไม้เบญจพรรณ ทิวทัศน์สวยงาม ร่มรื่นมีแหล่งน้ำ มีบ้านเรือนล้อมรอบมากมาย คล้ายเป็นอีกเมืองใหม่สำหรับเจ้าชายอีกคนไปครอง
นาย “ราเชนทร์” บอกด้วยว่า มีการแห่แหนเป็นขบวนเกียรติยศ จากหริภุญชัยไปยังดินแดนที่วัดโขงขาวปัจจุบัน เป็นขบวนใหญ่ “ท่านแม่” นั่งเสบียงมีราชองครักษ์แบกหามไปทรงเครื่องแต่งองค์สวยงามมาก มงกุฎก็งามกว่านางงามจักรวาลหลายล้านเท่าเครื่องประดับของเหล่าบริวาร เป็นท่องคำแท้ เป็นเพชรและอัญมณีล้ำค่า เธอบอกด้วยว่าแม้เครื่องประดับช้างทรงของท่านแม่แล “เจ้าชาย” ล้วนแล้วแต่อัญมณีและที่สำคัญผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นสุขมาก
ส่วนตัวนายราเชนทร์เองสมันนั้น เธอบอกว่า ได้ร่วมขบวนแห่งแหนตามเสด็จด้วย แต่อยู่ในขบวนเด็กๆ ที่แต่งตัวสวยงาม พาหนะสำคัญในสมัยนั้น คือ ช้างและมีสัตว์พาหนะอย่างอื่นๆ บ้าง เช่น ม้า วัว ควาย ฯลฯ แต่อย่าลืมว่า บรรพบุรุษของเราสมัยนั้นหลายท่านเป็น “ผู้ทรงญาณ” มีอภิญญาสมาบัติทั้งที่เป็นฆราวาสและพระ หรือนักบวชห่มขาว ฉะนั้นการเดินทางไกลจึงเป็นเรื่องไม่เหนือวิสัยสำหรับท่านผู้มีวิชชา นายราเชนทร์ว่าไว้อย่างนี้ และที่ข้าพเจ้าคิดในตอนแรกว่า
วัดโขงขาวไกลจากอาณาจักรหริภุญชัยมากนั้น “ท่าน” เมตตาบอกว่า “สมัยก่อนเขาไม่นับว่าไกลเมื่อเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียว ผู้คนร่างกายแข็งแรงมีธมมะ มีวิชชาเดินเหินได้รวดเร็ว พาหนะก็มีใช้ ช้าง ม้า วัว วาย เรือ เสลี่ยง คานหาม จึงไม่ไกล ที่ไกลกว่านี้ยังมีอีก”ก็ตรงกับที่นาย “ราเชนทร์” เธอเล่าให้เราฟัง
เมื่อพระแม่เจ้าทิวาคตแล้วอีกประมาณ 30 ปี ต่อมามีพระองค์หนึ่งเดินทางธุดงค์มาที่วัดโขงขาวซึ่งเรารู้จักท่านในนาม “หลวงปู่โขง” เท่านั้น ที่รานได้ทะนุบำรุงบูรณะวัดโขงขาวจนเจริญรุ่งเรือนต่อมาอีกหลายสิบปี น่าเสียหายที่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับหลวงปู่องค์นี้ มีแต่คำเล่าขานเล็กน้อยเท่านั้น
วัดโขงขาวในอดีต
วัดโขงขาวเป็นวัดหนึ่ง ที่มีความผูกพันกับลูกหลานพุทธบริษัทของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษี พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หลวงพ่อฤๅษีท่านได้นำคณะลูกหลานพุทธบริษัทจัดงานทอดกฐินสามัคคีครั้งแรกที่ขัดโขงขาวแห่งนี้ เมื่อปีพ.ศ. 2525 เพื่อทำนุบำรุงวัด และสนับสนุนเจ้าอาวาส พระครูปิยรัตนาภรณ์
หลวงพ่อท่านได้มีเมตตาชักชวนข้าพเจ้าให้ไปด้วยกันในครั้งนั้น และในการต่อมาข้าพเจ้าได้ติดตามท่านไปอีกเกือบทุกครั้ง ยกเว้นบางคราวที่ติดราชการงานบ้านเมืองอื่นๆ จึงต้องงดบ้าง ครั้งสุดท้าย ก่อนที่หลวงพ่อท่านจะละขันธ์ 5 ท่านได้นำพาพุทธบริษัทลูกหลานไปจัดงานกฐินสามัคคีเมื่อปี พ.ศ. 2534 ตอนนั้น ก่อนที่ท่านจะเดินทางท่านได้กล่าวไว้เป็นนัยที่ซอยสายลมกรุงเทพฯ ว่า “...การเดินทางไปไกลๆ คงเป็นครั้งสุดท้ายที่พ่อจะไป เพราะสังขารพ่อป่วย เดินทางไกลไม่ไหว...”
ในปลายปี พ.ศ.2535 วันที่ 30 ตุลาคม หลวงพ่อฤๅษีของเราก็ได้ละขันธ์ 5 ไว้เบื้องหลัง ให้ลูกหลานที่เคารพท่าน ระลึกถึงความดี ความเมตตากรุณาของท่านพร้อมทั้งสืบสานปฏิปทาในฐานะ “ลูกกตัญญู”
พระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ ท่านเจ้าอาวาสวัดท่าซุง ต่อมาก็ได้กระทำการเหมือนสมัยที่ “หลวงพ่อ”ท่านยังอยู่ คือนำผู้คนพุทธบริษัทไปจัดทอดกฐินสามัคคีที่วัดโขงขาวต่อมาจนปัจจุบันนี้
วัดโขงขาวเมื่อข้าพเจ้าไปเยือนเป็นครั้งแรกนั้น เกิดความรู้สึกว่าคุ้นเคยกับสถานที่เหมือนเคยรู้จักมาก่อน ไม่แปลกถิ่นแปลกที่ทั้งๆ ที่เพิ่งเคยไปภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย เป็นครั้งแรกพร้อมหลวงพ่อและคณะในคราวนั้นเมื่อ พ.ศ.2526
วัดโขงขาวสมัยที่ข้าพเจ้าพบเห็น เป็นวัดที่กำลังปรับปรุงพัฒนา พื้นที่อาณาเขตของวัดไม่กว้างขวาง ประมาณ 2 ไร่เศษ อาคารสถานที่ก็มีเพียงโบสถ์เก่าหลังหนึ่ง ซึ่งชำรุดมากอยู่ระหว่างซ่อมแซม ศาลาหลังหนึ่ง อาคารที่พักของหลวงพ่อฤๅษี และคณะพระ ที่พระบุญรัตน์ กันตจาโร (พระครูปิยรัตนาภรณ์) เพิ่มสร้างขึ้นเพื่อรับรองหลวงพ่อของเราเป็นพิเศษ (ส่วนญาติโยมที่พักในศาลา ในโบสถ์ ระเบียงรอบโบสถ์) กุฏิเจ้าอาวาส ที่พักพระเณรหนึ่งหลังห้องน้ำห้องส้วมไม่มากนัก โรงครัวเล็กๆ (ปรุงอาหารเลี้ยงแขกใช้พื้นที่โล่งๆ ) ส่วนพระเณร อาคันตุกะก็พักที่โบสถ์เก่า โดยที่ทางวัดจัดถุงซีเมนต์ตราเสือเป็นฝากั้น มีไม้ไผ่วัสดุหาง่ายตามธรรมชาติในสมัยนั้น มาทำเป็นโครงฝา กั้นศาลารายรอบโบสถ์ เป็นที่พักชั่วคราวเป็นสัดส่วนก็เป็นการดัดแปลงนำถุงซีเมนต์วัสดุไม่ใช้แล้ว มาใช้ใหม่ “รียูส” ตามภาษาฝรั่งวิชาการ
วัดโขงขาวสมัยนั้น ค่อนข้างขาดแคลน ทรุดโทรม ประชาชนรอบๆ อาณาบริเวณก็ไม่ค่อยจะเข้าวัดเพราะมีแต่คนคอยขัดขวางตลอดเวลา พุทธศาสนิกชนก็เป็นกลุ่มคนที่ทำมาหากินไม่คล่องตัว นอกจากนี้ยังมีบุคคลจำนวนหนึ่งที่ไม่ประสงค์คดีต่อวัด เคยก่อปัญหาให้เจ้าอาวาสมากพอดู แต่ว่าด้วยความอดทนและความเมตตากรุณา รวมทั้งการเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของท่านเจ้าอาวาส ทุกอย่างจึงผ่านพ้นไปด้วยดี มีประชาชนญาติโยมได้รับการสงเคราะห์จากอาจารย์บุญรัตน์ และติดตามมาทำบุญวัดต่อๆ มา แม้ว่ากำลังศรัทธา ที่เป็นหลักสำคัญซึ่งทำบุญทะนุบำรุงวัดแบบไม่ประสงค์สิ่งของทางโลกตอบแทน ส่วนใหญ่เป็นคณะบุคคลจากกรุงเทพมหานคร
ปัจจุบันในปี พ.ศ.2540 วัดโขงขาวเจริญรุ่งเรืองเหลืองอร่ามอีกครั้ง แม้จะไม่เท่าเมื่อแรกเริ่มการก่อสร้างสถาปนาวัด พื้นที่ของวัด จากเดิมประมาณ 2 ไร่เศษ ได้เพิ่มขึ้นเป็น 14,463 ตารางวา พร้อมกับมีเสนาสนะก่อสร้างอีกมากมาย คล้ายเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งด้วยศรัทธาพุทธบริษัท ญาติโยม และลูกหลานหลวงพ่อฤๅษี พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง ผู้ริเริ่มการให้การสนับสนุนวัดนี้
ที่มา
http://www.watkongkaw.com/index.php?option=com_content&view=article&id=13&Itemid=36
“ท่าน” เล่าให้ฟังตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 โน่นแล้วว่า ที่พวกเรามาทำนุบำรุงวัดโขงขาวนั้น เพราะเคยมีความผูกพันมาตั้งแต่ปางก่อน วัดนี้สร้างสมัน ท่านแม่จามเทวี (อ่านว่า จา-มะ-เท-วี) หรือ พระแม่จามเทวี หรือพระแม่เจ้าจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่ง อาณาจักรหริภุญชัย ทางเหนือของดินแดนสุวรรณภูมิ คือ บริเวณจังหวัดลำพูนในปัจจุบัน ในประมาณ พ.ศ.1200
ท่านแม่จามเทวี
ตามคำนานของโยนกนคร พรแม่จามเทวี หรือพระนางจามเทวี เป็นราชธิดากษัตริย์เมืองละโว้หรือลพบุรี ทรงมีเชื้อสายขอม (ไม่ใช่เขมร) มีพระราชสวามี คือ “พระเจ้ารามราช”แห่งกรุงสุโขทัยในราชวงศ์พระร่วง ขณะที่พระนางทรงพระครรภ์ 3 เดือน ประมาณ พ.ศ.1204จำเป็นต้องแยกจากพระราชสวามี เพื่อไปครองเมืองเชียงใหม่ เนื่องจาก พระดาบสวาสุเทพ และสุทันตดาบสได้สร้างเมืองหริภุญชัยขึ้น (จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน แต่หาผู้เหมาะสมมีคุณสมบัติที่จะไปเป็นกษัตริย์ครองเมืองไม่ได้ และเห็นว่า ราชธิดาพระเจ้ากรุงละโว้มีบุญญาการความสามารถมาก
จึงได้อัญเชิญและขอร้องให้พระราชธิดา คือ พระแม่เจ้าจามเทวีขึ้นไปครองราชย์สมบัติ ณ หริภุญชัย นครแห่งใหม่ ดังนั้น ท่านแม่จามเทวี สุดที่จะหลีกเลี่ยงได้ จึงเสด็จฯ ล่องไปโดยทางเรือด้วยความยากลำบาก ไปตามลำน้ำใช้เวลา 6 เดือน ด้วยขัติยะมานะความอดทนเป็นอย่างสูงและพระปฏิญาณปัญญา หลังจากเสร็จสิ้นพิธีราชาภิเษกไม่กี่วัน พระแม่เจ้าประสูติพระโอรสฝาแฝด 2องค์พระนามว่า เจ้าชายมหันตยศ และ เจ้าชายอนันตยศ
พระนางจามเทวี ทรงครองราชย์สมบัติเป็นกษัตริย์แห่งหริภุญชัยนคร 54 ปี จากนั้นทรงมอบให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ คือเจ้ามหันตยศ ขึ้นครองราชย์แทน ประมาณปี พ.ศ.1258 ส่วนราชโอรสองค์น้อง เจ้าอนันตยศ นั้น พระฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ ได้สร้างเมืองแห่งใหม่ให้ไปครอง คือ นครเขลางค์ หรือ ลำปางในปัจจุบัน
ในยุคสมัยท่านแม่จามเทวี ประชาชีอยู่เย็นเป็นสุข ประเทศชาติมั่งคั่งร่ำรวยด้วยสินแร่ ปละทรัพยากรธรรมชาติ ผู้คนมีศิลมีสัจจ์มั่นคงในพระพุทธศาสนา และมีอภิญญาสมาบัติกันมาก
อาณาจักรหริภุญชัย เจริญรุ่งเรืองต่อมาอีกประมาณ 600 ปี จนถึง พ.ศ.1825 พระเจ้าเม็งรายจากอาณาจักรล้านนา นครเชียงใหม่ ให้ผนวกหริภุญชัยไว้ในอำนาจการปกครองเพราะผู้ครองนครรุ่นหลังอ่อนแอ และอาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรืองเข้มแข็ง
สมัยก่อนแต่โบราณกาล ท่านพุทธบริษัท ได้ดินแดนสุวรรณภูมิที่มีความเจริญรุ่งเรืองนั้น มีผู้คนอยู่รวมกันเป็น “เมือง” หรือ “อาณาจักร” มีพื้นที่กว้างขวางบ้าง เล็กๆ บ้าง ตั้งอยู่ห่างกันโดยอิสระ มีสัมพันธไมตรีต่อกันบ้าง ผลัดเปลี่ยนการเป็นใหญ่ในการปกครองบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ “ผู้นำ” หรือ “กษัตริย์”ของแต่ละอาณาจักรว่าเข้มแข็งหรืออ่อนแออาณาจักรทีเข้มแข็งกว่าก็จะโดดเด่นเป็นเจ้า ที่อ่อนแอกว่าก็จะถูกยึดครองหรือสลายไป อาณาจักรต่างๆ เช่น หริภุญชัย สุโขทัย ศรีวิชัย ลพบุรี ล้านา ศรีอยุธยา ทวาราวดี เชียงแสน เชียงรุ้ง เขลางค์นคร เป็นต้น
วัดโขงขาว
ในสมัยพระจ้าจามเทวี การสร้างวัดเป็นนโยบายการแผ่ขยายราชอำนาจพระบารมีโดยสันติวิธี แทนการยึดครองพื้นที่โดยการรบพุ่ง เมื่อมีการสร้างวัดขึ้นมา ชาวประชาก็จะมาสร้างบ้านแข่งเมืองอยู่ใกล้วัด
เนื่องจากวัดและพระสงฆ์ เป็นศูนย์รวมวิชาวิทยาการต่างๆ และการสร้างวัดนั้น เป็นการสร้างกุศลเผยแพร่ธรรมะพระศาสนาอีกด้วย พระแม่เจ้าจึงได้จัดส่งคณะออกไปหาทำเลที่เหมาะสมและดำเนินการ
ในสมัยเดียวกันนั้น “ท่าน” บอกว่า ยังมีเจ้าเมืองเชียงใหม่ หรืออาณาจักรล้านนาซึ่งเป็นชายได้สร้างวัดแข่งกับท่านด้วย แต่วิธีการต่างกัน เจ้านครล้านนา นิยมการสร้างวัดในเมืองใกล้บ้านดังที่เราเห็นอยู่ในเมืองเชียงใหม่ปัจจุบัน ส่วนท่านแม่จามเทวี ทรงมีวิสัยทัศน์ไกล โปรดการสร้างวัดนอกเมือง ในทำเลเหมาะและห่างไกล เพราะว่าที่ใดมีวัด ที่นั่นจะเป็นเมืองมีประชาชนเข้าไปตั้งถิ่นฐาน อย่างเช่น วัดโขงขาวแห่งนี้ เป็นหนึ่งในวัดตามนโยบายขยายเมืองในที่สวยงามเหมาะสม แต่ทว่าน่าเสียดายที่พระแม่เจ้าฯ เสด็จทิวงคตก่อนที่วัดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์
นาย”ราเชนทร์” จากชมรมวิชชุเวทย์ธรรมปฏิบัติ เล่าว่า สมัยที่ทำการก่อสร้างวัดโขงขาวนั้น บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์มั่งคั่ง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส สดชื่นร่างกายสูงใหญ่ สมส่วนสวยงามทั้งชายและหญิง ความสูงของท่านผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ (เช่นพระเจ้ารามราช) ประมาณ 2 เมตรเศษ
วัดโขงขาวในปัจจุบันตั้งอยู่บนดินแดนที่เป็นเนินสูง มีป่าไม้เบญจพรรณ ทิวทัศน์สวยงาม ร่มรื่นมีแหล่งน้ำ มีบ้านเรือนล้อมรอบมากมาย คล้ายเป็นอีกเมืองใหม่สำหรับเจ้าชายอีกคนไปครอง
นาย “ราเชนทร์” บอกด้วยว่า มีการแห่แหนเป็นขบวนเกียรติยศ จากหริภุญชัยไปยังดินแดนที่วัดโขงขาวปัจจุบัน เป็นขบวนใหญ่ “ท่านแม่” นั่งเสบียงมีราชองครักษ์แบกหามไปทรงเครื่องแต่งองค์สวยงามมาก มงกุฎก็งามกว่านางงามจักรวาลหลายล้านเท่าเครื่องประดับของเหล่าบริวาร เป็นท่องคำแท้ เป็นเพชรและอัญมณีล้ำค่า เธอบอกด้วยว่าแม้เครื่องประดับช้างทรงของท่านแม่แล “เจ้าชาย” ล้วนแล้วแต่อัญมณีและที่สำคัญผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นสุขมาก
ส่วนตัวนายราเชนทร์เองสมันนั้น เธอบอกว่า ได้ร่วมขบวนแห่งแหนตามเสด็จด้วย แต่อยู่ในขบวนเด็กๆ ที่แต่งตัวสวยงาม พาหนะสำคัญในสมัยนั้น คือ ช้างและมีสัตว์พาหนะอย่างอื่นๆ บ้าง เช่น ม้า วัว ควาย ฯลฯ แต่อย่าลืมว่า บรรพบุรุษของเราสมัยนั้นหลายท่านเป็น “ผู้ทรงญาณ” มีอภิญญาสมาบัติทั้งที่เป็นฆราวาสและพระ หรือนักบวชห่มขาว ฉะนั้นการเดินทางไกลจึงเป็นเรื่องไม่เหนือวิสัยสำหรับท่านผู้มีวิชชา นายราเชนทร์ว่าไว้อย่างนี้ และที่ข้าพเจ้าคิดในตอนแรกว่า
วัดโขงขาวไกลจากอาณาจักรหริภุญชัยมากนั้น “ท่าน” เมตตาบอกว่า “สมัยก่อนเขาไม่นับว่าไกลเมื่อเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียว ผู้คนร่างกายแข็งแรงมีธมมะ มีวิชชาเดินเหินได้รวดเร็ว พาหนะก็มีใช้ ช้าง ม้า วัว วาย เรือ เสลี่ยง คานหาม จึงไม่ไกล ที่ไกลกว่านี้ยังมีอีก”ก็ตรงกับที่นาย “ราเชนทร์” เธอเล่าให้เราฟัง
เมื่อพระแม่เจ้าทิวาคตแล้วอีกประมาณ 30 ปี ต่อมามีพระองค์หนึ่งเดินทางธุดงค์มาที่วัดโขงขาวซึ่งเรารู้จักท่านในนาม “หลวงปู่โขง” เท่านั้น ที่รานได้ทะนุบำรุงบูรณะวัดโขงขาวจนเจริญรุ่งเรือนต่อมาอีกหลายสิบปี น่าเสียหายที่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับหลวงปู่องค์นี้ มีแต่คำเล่าขานเล็กน้อยเท่านั้น
วัดโขงขาวในอดีต
วัดโขงขาวเป็นวัดหนึ่ง ที่มีความผูกพันกับลูกหลานพุทธบริษัทของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษี พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หลวงพ่อฤๅษีท่านได้นำคณะลูกหลานพุทธบริษัทจัดงานทอดกฐินสามัคคีครั้งแรกที่ขัดโขงขาวแห่งนี้ เมื่อปีพ.ศ. 2525 เพื่อทำนุบำรุงวัด และสนับสนุนเจ้าอาวาส พระครูปิยรัตนาภรณ์
หลวงพ่อท่านได้มีเมตตาชักชวนข้าพเจ้าให้ไปด้วยกันในครั้งนั้น และในการต่อมาข้าพเจ้าได้ติดตามท่านไปอีกเกือบทุกครั้ง ยกเว้นบางคราวที่ติดราชการงานบ้านเมืองอื่นๆ จึงต้องงดบ้าง ครั้งสุดท้าย ก่อนที่หลวงพ่อท่านจะละขันธ์ 5 ท่านได้นำพาพุทธบริษัทลูกหลานไปจัดงานกฐินสามัคคีเมื่อปี พ.ศ. 2534 ตอนนั้น ก่อนที่ท่านจะเดินทางท่านได้กล่าวไว้เป็นนัยที่ซอยสายลมกรุงเทพฯ ว่า “...การเดินทางไปไกลๆ คงเป็นครั้งสุดท้ายที่พ่อจะไป เพราะสังขารพ่อป่วย เดินทางไกลไม่ไหว...”
ในปลายปี พ.ศ.2535 วันที่ 30 ตุลาคม หลวงพ่อฤๅษีของเราก็ได้ละขันธ์ 5 ไว้เบื้องหลัง ให้ลูกหลานที่เคารพท่าน ระลึกถึงความดี ความเมตตากรุณาของท่านพร้อมทั้งสืบสานปฏิปทาในฐานะ “ลูกกตัญญู”
พระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ ท่านเจ้าอาวาสวัดท่าซุง ต่อมาก็ได้กระทำการเหมือนสมัยที่ “หลวงพ่อ”ท่านยังอยู่ คือนำผู้คนพุทธบริษัทไปจัดทอดกฐินสามัคคีที่วัดโขงขาวต่อมาจนปัจจุบันนี้
วัดโขงขาวเมื่อข้าพเจ้าไปเยือนเป็นครั้งแรกนั้น เกิดความรู้สึกว่าคุ้นเคยกับสถานที่เหมือนเคยรู้จักมาก่อน ไม่แปลกถิ่นแปลกที่ทั้งๆ ที่เพิ่งเคยไปภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย เป็นครั้งแรกพร้อมหลวงพ่อและคณะในคราวนั้นเมื่อ พ.ศ.2526
วัดโขงขาวสมัยที่ข้าพเจ้าพบเห็น เป็นวัดที่กำลังปรับปรุงพัฒนา พื้นที่อาณาเขตของวัดไม่กว้างขวาง ประมาณ 2 ไร่เศษ อาคารสถานที่ก็มีเพียงโบสถ์เก่าหลังหนึ่ง ซึ่งชำรุดมากอยู่ระหว่างซ่อมแซม ศาลาหลังหนึ่ง อาคารที่พักของหลวงพ่อฤๅษี และคณะพระ ที่พระบุญรัตน์ กันตจาโร (พระครูปิยรัตนาภรณ์) เพิ่มสร้างขึ้นเพื่อรับรองหลวงพ่อของเราเป็นพิเศษ (ส่วนญาติโยมที่พักในศาลา ในโบสถ์ ระเบียงรอบโบสถ์) กุฏิเจ้าอาวาส ที่พักพระเณรหนึ่งหลังห้องน้ำห้องส้วมไม่มากนัก โรงครัวเล็กๆ (ปรุงอาหารเลี้ยงแขกใช้พื้นที่โล่งๆ ) ส่วนพระเณร อาคันตุกะก็พักที่โบสถ์เก่า โดยที่ทางวัดจัดถุงซีเมนต์ตราเสือเป็นฝากั้น มีไม้ไผ่วัสดุหาง่ายตามธรรมชาติในสมัยนั้น มาทำเป็นโครงฝา กั้นศาลารายรอบโบสถ์ เป็นที่พักชั่วคราวเป็นสัดส่วนก็เป็นการดัดแปลงนำถุงซีเมนต์วัสดุไม่ใช้แล้ว มาใช้ใหม่ “รียูส” ตามภาษาฝรั่งวิชาการ
วัดโขงขาวสมัยนั้น ค่อนข้างขาดแคลน ทรุดโทรม ประชาชนรอบๆ อาณาบริเวณก็ไม่ค่อยจะเข้าวัดเพราะมีแต่คนคอยขัดขวางตลอดเวลา พุทธศาสนิกชนก็เป็นกลุ่มคนที่ทำมาหากินไม่คล่องตัว นอกจากนี้ยังมีบุคคลจำนวนหนึ่งที่ไม่ประสงค์คดีต่อวัด เคยก่อปัญหาให้เจ้าอาวาสมากพอดู แต่ว่าด้วยความอดทนและความเมตตากรุณา รวมทั้งการเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของท่านเจ้าอาวาส ทุกอย่างจึงผ่านพ้นไปด้วยดี มีประชาชนญาติโยมได้รับการสงเคราะห์จากอาจารย์บุญรัตน์ และติดตามมาทำบุญวัดต่อๆ มา แม้ว่ากำลังศรัทธา ที่เป็นหลักสำคัญซึ่งทำบุญทะนุบำรุงวัดแบบไม่ประสงค์สิ่งของทางโลกตอบแทน ส่วนใหญ่เป็นคณะบุคคลจากกรุงเทพมหานคร
ปัจจุบันในปี พ.ศ.2540 วัดโขงขาวเจริญรุ่งเรืองเหลืองอร่ามอีกครั้ง แม้จะไม่เท่าเมื่อแรกเริ่มการก่อสร้างสถาปนาวัด พื้นที่ของวัด จากเดิมประมาณ 2 ไร่เศษ ได้เพิ่มขึ้นเป็น 14,463 ตารางวา พร้อมกับมีเสนาสนะก่อสร้างอีกมากมาย คล้ายเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งด้วยศรัทธาพุทธบริษัท ญาติโยม และลูกหลานหลวงพ่อฤๅษี พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง ผู้ริเริ่มการให้การสนับสนุนวัดนี้
ที่มา
http://www.watkongkaw.com/index.php?option=com_content&view=article&id=13&Itemid=36
วัดพระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
ที่ตั้ง
"พระพุทธบาทสี่รอย" แห่งวัดพระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
ประวัติและที่มาของวัด พระพุทธบาทสี่รอย
เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาปัจจุบันนี้ได้เสด็จจาริกประกาศธรรม และโปรดเวไนยสัตว์มายังปัจจันตประเทศ ( ประเทศไทยปัจจุบัน ) จนกระทั่งมาถึงเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศชื่อ เขาเวภารบรรพตซึ่งขณะนั้นได้เสด็จพร้อมกับพุทธสาวก 500 องค์และได้ แวะฉันจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้
เมื่อพระพุทธองค์ฉันจังหันเสร็จขณะประทับอยู่ที่นั้นก็ได้ทราบด้วยญาณ สมาบัติว่าบนเทือกเขาแห่งนี้ได้มีรอย พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่บนก้อนหินใหญ่ คือ พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ภัทรกัลป์นี้แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระ พุทธบาทแห่งพระ พุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ อันมีในที่นี้พุทธสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นประธาน เมื่อเห็นเช่นนี้จึงทูลถามว่าพระพุทธองค์ทรงเล็งดูด้วยเหตุใด
พระพุทธองค์ตอบว่า ดูก่อนท่านทั้งหลายสถานที่แห่งนี้ แม้นว่าพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ที่ ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ก็มาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ทุกๆพระองค์ และแม้นว่าพระศรีอาริยเมตไตร ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ และ จักรประทับรอยพระบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ( คือ ประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว )
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้วพระ องค์ก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ จึงมีรอยพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์จึงกําเนิดเป็นพระ พุทธบาทสี่รอย เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นแล้วก็ทรงอธิฐานว่า ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนําเอาพระ ธาตุของกูตถาคมมาบรรจุไว้ที่รอยพระบาทที่นี่
พระพุทธรูป พุทธศิลป์แบบศิลปะล้านนาในพระอุโบสถ วัดพระพุทธบาทสี่รอย จ. เชียงใหม่
ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว 2,000 ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้ก็จักปรากฏแก่ปวงคนและเทวดาทั้งหลาย ก็จักได้มาไหว้และบูชา เมื่อทรงอธิฐานและทํานายไว้ดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จไป เชตวันอารามอันมีในเมืองสาวัตถีวันนั้นแล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงนิพพานไปแล้วเทวดาทั้งหลายก็นําเอาพระธาตุของพระ พุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธ บาทสี่รอยเมื่อพระพุทธองค์นิพพานล่วงแล้วประมาณ 2,000 วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการอยากให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลายตามที่พระ พุทธองค์ทรงอธิฐานไว้ก็จึงเนรมิตเป็นรุ้งตัวใหญ่ ( เหยี่ยว )
ก็บินลงจากภูเขาเวภารบรรพตอันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้ เพื่อบินลงไป เอาลูกไก่ชาวบ้าน ( คนป่า )ที่อยู่ตีนเขาเวภารบรรพต แล้วก็บินกลับขึ้นไปอยู่ยอดเขา มันก็โกรธมากจึงตามขึ้นไปคิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็ติดตามไป ค้นหาดูแต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้นอีก แต่เห็นรอยพระพุทธบาทสี่รอยอันอยู่พื้นต้นไม้และเถาวัลย์ พรานป่าผู้นั้นก็ทําการสักการะบูชา เสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่ บ้านก็เล่าบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายฟังความอันนั้นก็ปรากฏสืบๆกันไปแรกแต่นั้น
ไปคนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชามาก แต่นั้นมา จึงได้ชื่อว่า พระบาทรังรุ้ง ( รังเหยี่ยว ) ในสมัยนั้นมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่าพระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าวจึงมีพระราช ศรัทธาอยากเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอยก็นําเอาราชเทวีและเสนาพร้อม กับบริวารทั้งหลาย เมื่อพระยาเม็งรายกราบนมัสการเสร็จแล้ว ก็นําเอาบริวารของตนกลับมาสู้ เมืองเชียงใหม่ ก็ตั้งอยู่เสวยราชมบัติตราบเมี้ยนอายุขัยแล้ว ก็เจริญตามรอยและได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาท
รอยพระบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ในภัทรกัลป์นี้
ทั้งสี่รอย ทุกๆพระองค์ หลังจากนั้นมาพระบาทรังรุ้งหรือรังเหยี่ยวก็เปลี่ยนชื่อเป็น" พระพุทธบาทสี่รอย " เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย คือมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงลับมาแล้วในภัทร กัลป์นี้ คือ รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยแรกเป็นรอย ใหญ่ยาว 12 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ 2 ยาว 9 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะเป็นรอยที่ 3 ยาว 7 ศอก
รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ ( ศาสนาปัจจุบัน ) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กที่สุด ยาว 4 ศอก เมื่อมาถึงสมัยพระยาธรรมช้างเผือกผู้ครองนคร เชียงใหม่ พร้อมด้วยบริวาร 500 คนก็ขึ้นไปกราบสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างวิหารครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว
พระประธานในพระอุโบสถ วัดพระพุทธบาทสี่รอย จ. เชียงใหม่
โดยแต่เดิมถ้า ใครจะดูรอยพระพุทธบาทบนยอดหินก้อนใหญ่ ต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปหรือปีนขึ้นไปดูซึ่งก็คงจะขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ดังนั้น พระยาธรรมช้างเผือก จึงตรัสสร้างแท่นยืนคล้ายๆนั่งร้านรอบๆก้อนหินที่มีพระ พุทธบาทสี่รอยและได้สร้างหลังคาชั่วคราวมุงไว้ ต่อมาในสมัยพระชายาเจ้าดารารัศมีก็ได้ขึ้นไป กราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยและได้มีพระราชศรัทธา ก่อสร้างวิหารเป็นการกราบบูชารอยพระพุทธบาทไว้หนึ่งหลัง
หลังเล็กปัจจุบันได้บูรณะปฏิสัง ขรณ์แล้วทั้งหลัง พอมาสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2472 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหารที่เจ้า พระยาธรรมช้างเผือกสร้างไว้ชั่วคราว และได้สรางพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาทไว้ใหม่ และได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทสี่รอย พระพุทธบาทสี่รอยนี้เป็นพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
ขอขอบคุณข้อมูจาก
http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=85.0
"พระพุทธบาทสี่รอย" แห่งวัดพระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
ประวัติและที่มาของวัด พระพุทธบาทสี่รอย
เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาปัจจุบันนี้ได้เสด็จจาริกประกาศธรรม และโปรดเวไนยสัตว์มายังปัจจันตประเทศ ( ประเทศไทยปัจจุบัน ) จนกระทั่งมาถึงเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศชื่อ เขาเวภารบรรพตซึ่งขณะนั้นได้เสด็จพร้อมกับพุทธสาวก 500 องค์และได้ แวะฉันจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้
เมื่อพระพุทธองค์ฉันจังหันเสร็จขณะประทับอยู่ที่นั้นก็ได้ทราบด้วยญาณ สมาบัติว่าบนเทือกเขาแห่งนี้ได้มีรอย พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่บนก้อนหินใหญ่ คือ พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ภัทรกัลป์นี้แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระ พุทธบาทแห่งพระ พุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ อันมีในที่นี้พุทธสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นประธาน เมื่อเห็นเช่นนี้จึงทูลถามว่าพระพุทธองค์ทรงเล็งดูด้วยเหตุใด
พระพุทธองค์ตอบว่า ดูก่อนท่านทั้งหลายสถานที่แห่งนี้ แม้นว่าพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ที่ ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ก็มาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ทุกๆพระองค์ และแม้นว่าพระศรีอาริยเมตไตร ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ และ จักรประทับรอยพระบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ( คือ ประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว )
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้วพระ องค์ก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ จึงมีรอยพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์จึงกําเนิดเป็นพระ พุทธบาทสี่รอย เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นแล้วก็ทรงอธิฐานว่า ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนําเอาพระ ธาตุของกูตถาคมมาบรรจุไว้ที่รอยพระบาทที่นี่
พระพุทธรูป พุทธศิลป์แบบศิลปะล้านนาในพระอุโบสถ วัดพระพุทธบาทสี่รอย จ. เชียงใหม่
ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว 2,000 ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้ก็จักปรากฏแก่ปวงคนและเทวดาทั้งหลาย ก็จักได้มาไหว้และบูชา เมื่อทรงอธิฐานและทํานายไว้ดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จไป เชตวันอารามอันมีในเมืองสาวัตถีวันนั้นแล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงนิพพานไปแล้วเทวดาทั้งหลายก็นําเอาพระธาตุของพระ พุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธ บาทสี่รอยเมื่อพระพุทธองค์นิพพานล่วงแล้วประมาณ 2,000 วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการอยากให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลายตามที่พระ พุทธองค์ทรงอธิฐานไว้ก็จึงเนรมิตเป็นรุ้งตัวใหญ่ ( เหยี่ยว )
ก็บินลงจากภูเขาเวภารบรรพตอันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้ เพื่อบินลงไป เอาลูกไก่ชาวบ้าน ( คนป่า )ที่อยู่ตีนเขาเวภารบรรพต แล้วก็บินกลับขึ้นไปอยู่ยอดเขา มันก็โกรธมากจึงตามขึ้นไปคิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็ติดตามไป ค้นหาดูแต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้นอีก แต่เห็นรอยพระพุทธบาทสี่รอยอันอยู่พื้นต้นไม้และเถาวัลย์ พรานป่าผู้นั้นก็ทําการสักการะบูชา เสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่ บ้านก็เล่าบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายฟังความอันนั้นก็ปรากฏสืบๆกันไปแรกแต่นั้น
ไปคนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชามาก แต่นั้นมา จึงได้ชื่อว่า พระบาทรังรุ้ง ( รังเหยี่ยว ) ในสมัยนั้นมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่าพระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าวจึงมีพระราช ศรัทธาอยากเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอยก็นําเอาราชเทวีและเสนาพร้อม กับบริวารทั้งหลาย เมื่อพระยาเม็งรายกราบนมัสการเสร็จแล้ว ก็นําเอาบริวารของตนกลับมาสู้ เมืองเชียงใหม่ ก็ตั้งอยู่เสวยราชมบัติตราบเมี้ยนอายุขัยแล้ว ก็เจริญตามรอยและได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาท
รอยพระบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ในภัทรกัลป์นี้
ทั้งสี่รอย ทุกๆพระองค์ หลังจากนั้นมาพระบาทรังรุ้งหรือรังเหยี่ยวก็เปลี่ยนชื่อเป็น" พระพุทธบาทสี่รอย " เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย คือมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงลับมาแล้วในภัทร กัลป์นี้ คือ รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยแรกเป็นรอย ใหญ่ยาว 12 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ 2 ยาว 9 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะเป็นรอยที่ 3 ยาว 7 ศอก
รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ ( ศาสนาปัจจุบัน ) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กที่สุด ยาว 4 ศอก เมื่อมาถึงสมัยพระยาธรรมช้างเผือกผู้ครองนคร เชียงใหม่ พร้อมด้วยบริวาร 500 คนก็ขึ้นไปกราบสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างวิหารครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว
พระประธานในพระอุโบสถ วัดพระพุทธบาทสี่รอย จ. เชียงใหม่
โดยแต่เดิมถ้า ใครจะดูรอยพระพุทธบาทบนยอดหินก้อนใหญ่ ต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปหรือปีนขึ้นไปดูซึ่งก็คงจะขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ดังนั้น พระยาธรรมช้างเผือก จึงตรัสสร้างแท่นยืนคล้ายๆนั่งร้านรอบๆก้อนหินที่มีพระ พุทธบาทสี่รอยและได้สร้างหลังคาชั่วคราวมุงไว้ ต่อมาในสมัยพระชายาเจ้าดารารัศมีก็ได้ขึ้นไป กราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยและได้มีพระราชศรัทธา ก่อสร้างวิหารเป็นการกราบบูชารอยพระพุทธบาทไว้หนึ่งหลัง
หลังเล็กปัจจุบันได้บูรณะปฏิสัง ขรณ์แล้วทั้งหลัง พอมาสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2472 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหารที่เจ้า พระยาธรรมช้างเผือกสร้างไว้ชั่วคราว และได้สรางพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาทไว้ใหม่ และได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทสี่รอย พระพุทธบาทสี่รอยนี้เป็นพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
ขอขอบคุณข้อมูจาก
http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=85.0
พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกวรวิหาร ต.ป่าโมก อ.เมือง จ.อ่างทอง
พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกวรวิหาร ตำบลป่าโมก อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง
วัดป่าโมกวรวิหาร จังหวัดออ่างทอง อยู่ในเขตเทศบาลตำบลป่าโมก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกห่างจากอำเภอ เมืองอ่างทองไป ๑๘ กิโลเมตร ครับ ตามเส้น ทางหลวงหมายเลข ๓๐๙ สายอ่างทอง- อยุธยา เดิมมีวัด ๒ วัด อยู่ติด กัน คือ วัดตลาดกับวัด ชีปะขาว เป็นที่ประดิษฐานพระ พุทธไสยาสน์ที่ งดงามมากองค์หนึ่งของประเทศไทย
มีความยาวจากพระเมาลี ถึงปลายพระบาท๒๒.๕๘ เมตรก่ออิฐถือปูนปิดทอง องค์พระนี้สันนิษฐานว่า สร้างในสมัยสุโขทัยมีประวัติความ เป็นมาน่าอัศจรรย์ เล่าขานมาว่าได้ลอยน้ำมาจมอยู่หน้าวัดราษฎรบวงสรวงแล้วชักลากขึ้นมาไว้ที่ริมฝั่ง แม่น้ำ
ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก่อนจะยกทัพไปรบกับพระมหาอุปราชได้ เสด็จมาชุมนุมพลและถวายสักการะ บูชาพระพุทธรูปองค์นี้ ในปีพ.ศ. ๒๒๖๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระได้ เสด็จมาควบคุมการชลอองค์พระให้พ้นจากกระแสน้ำเซาะตลิ่งพังไปไว้ ยังวิหารใหม่ที่วัดตลาด ห่างจากฝั่ง แม่น้ำ ๑๖๘ เมตรแล้ว
โปรดให้รวมทั้งสองวัดเป็นวัดเดียวกันพระราชทานนามว่า วัดป่าโมก เพราะบริเวณ นั้นมีต้นโมกมากมาย ภาพวาดจำลองงานชะลอพระพุทธไสยาสน์
ตำนานเรื่องเล่าพระพุทธรูปพูดได้วัดป่าโมก
เรื่องมหัศจรรย์อภินิหารของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนจำนวนมากเคารพนับถือ มีร่ำลือกันมามากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องหนึ่งที่มีการจารึก ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็คือเรื่อง พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง พูดได้ โดยผู้บันทึกก็คือ พระครูปาโมกข์มุนี เจ้าอาวาสวัดป่าโมก
พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ยาว ๒๒.๕๘ เมตร เดิมอยู่ริมแม่น้ำ ไม่มีประวัติว่าใครสร้างและสร้างมาตั้งแต่เมื่อใด แต่ใน พ.ศ. ๒๒๖๘ น้ำได้เซาะตลิ่งใกล้เข้ามาจนพระพุทธรูปใกล้จะพังลงน้ำ ขุนนางข้าราชการได้ทูล ขอเสนอพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระให้รื้อออกแล้วสร้างใหม่ แต่พระยาราชสงคราม ผู้ถนัดเรื่องช่าง
และเป็นผู้ขุดคลองโคกขามที่คดเคี้ยวให้เป็นเส้นตรง ขอรับอาสาย้ายเข้ามาให้ห่างตลิ่งโดยไม่ทำให้พระพุทธรูปเสียหาย พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระไม่ทรงเชื่อว่าจะย้ายพระพุทธรูปใหญ่และหนักขนาดนั้นได้แต่พระยาราชสงครามรับรองด้วยชีวิตและพระราชาต่างคณะต่างก็ไม่เห็นด้วยในการจะทุบทำลายพระพุทธรูป พระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้ชะลอองค์พระเข้ามาให้ห่างฝั่งตามคำทูลเสนอ
พระยาสงครามได้เริ่มงานชะลอพระพุทธไสยาสน์โดยขุดดินใต้ฐาน แล้วสอดท่อนซุงเรียงเข้าไปหลายท่อนเรียงกันตลอด จากนั้นก็ใช้กำลังคนชักลากฐานให้เลื่อนไปบนท่อนซุงที่กลิ้งไป เมื่อถึงที่อันเหมาะแล้วพระเจ้าท้ายสระจึงให้สร้างวิหารครอบไว้ยั่งยื่นมาจนถึงทุกวันนี้
ส่วนเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่ถูกจารึกไว้ เกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ เวลาประมาณ ๖ โมงเย็น โดยอุบาสิกาเหลียน อยู่บ้านเอกราช แขวงป่าโมก หลานของพระภิกษุโต ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าโมก ได้เอาใบ้ไม้มาต้มให้พระภิกษุโตซึ่งเป็นอหิวาตกโรคฉัน ก็ปรากฏว่าพระภิกษุโตหายจากโรคอหิวาต์อย่างมหัศจรรย์
พระครูปาโมกข์มุนี จึงซักถามอุบาสิกาเหลียนถึงที่มาของยา อุบาสิกาเหลียนก็ว่าขอมาจากพระพุทธไสยาสน์ และยังคุยว่าพระพุทธไสยาสน์เป็นหลวงพ่อของนาง เมื่อต้องการสิ่งใดก็จะไปขออยู่เสมอ แม้แต่ถามไถ่เรื่องต่างๆ ก็จะมีเสียงตอบกลับมาจากพระอุระพระครูปาโมกข์มุนี จะขอเข้าไปฟังด้วย อุบาสิกาเหลียนก็ไม่ขัดข้อง
พระครูปาโมกข์มุนีนั่งอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ของพระพุทธไสยาสน์ ห่างประมาณ ๔ ศอกอุบาสิกาเหลียนก็จุดธูปเทียนและเอาใบ พูล ๑ ใบทาปูนพับเป็นสี่เหลี่ยม หมาก ๑ ซีกยาสูบ ๑ มวน ใส่ในพานบูชาแล้วอธิษฐานดังๆ ให้ได้ยินกันทั่วว่า
"นิมนต์หลวงพ่อเอาของในพานนี้ไปฉันด้วยเถิด"
ประมาณ ๒ นาที ของที่ถวายอยู่ในพานก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ พระครูปาโมกข์มุนี ยังไม่หายสงสัย ถามอุบาสิกาเหลียนว่าจะขอพูดกับหลวงพ่อเองได้หรือไม่ ก็มีเสียงตอบมาจากพระอุระว่า "ได้"
ท่านพระครูจึงถามว่า "หลวงพ่อสุขสบายดีหรือ?"
มีเสียงตอบว่า "สบายดี"
พระครูถามต่อไปว่า "หลวงพ่อสุขสบายแล้วจะให้ความสุขสบายแก่กระผมบ้างไม่ได้หรือ?"
มีเสียงตอบว่า "พระครูก็สุขสบายอยู่แล้ว"
พระครูถามต่อไปว่า "จะให้สุขสบายยิ่งขึ้นกว่านั้นได้หรือไม่"
มีเสียงตอบว่า "ไม่ได้"
พระครูซักอีกว่า "เหตุใดจึงไม่ได้"
หลวงพ่อตอบว่า "เดือนยี่กับเดือนห้าจะเกิดอหิวาตกโรค"
พระครูซักต่อไปว่า "ทำไมท่านจึงทราบได้ แล้วไม่ทราบเรื่องหยูกยาบ้างหรือ ถ้าทราบช่วยบอกให้คนทั้งปวงด้วย"
หลวงพ่อตอบว่า "ไม่ต้องกินยาหรอก กินน้ำมนต์ก็หาย"
พระครูถามต่อว่า "เดือนยี่กับเดือนห้ายังอีกนาน จะเวียบเทียนถวายจะชอบหรือไม่"
หลวงพ่อบอกว่า "ชอบ"
พระครูถามว่า "จะให้ทำข้างขึ้นหรือข้างแรม"
หลวงพ่อตอบว่า "ข้างแรม"
พระครูถามว่า "เครื่องดีดสีตีเป่าจะต้องใช้หรือไม่"
หลวงพ่อไม่ตอบ ....
พระครูถามต่อว่า "คนที่มาเวียนเทียนจะขอน้ำมนต์ไปดื่มตั้งแต่เดือยอ้าย จะคุ้มไปถึงเดือนยี่ เดือนห้าได้หรือไม่"
หลวงพ่อยืนยันว่า "ได้"
สักขีพยานทั้ง ๓๐ คน ต่างได้ยินคำโต้ตอบนี้โดยทั่วถึงกันวันต่อๆ มาพระครูโมกข์มุนียังมาสนทนากับพระพุทธไสยาสน์อีกโดยมีสักขีพยานมาร่วมฟังด้วยทุกครั้ง จึงได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ไว้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เพื่อยืนยันว่าพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกข์ เมืองอ่างทองพูดได้
เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวง(รัชกาลที่ ๕)แวะมานมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก ได้ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
"มีอำแดงคนหนึ่งไปบอกหลวงพ่อพระนอน ขอให้ช่วยรักษาลุงซึ่งป่วย พระนอนนั้นบอกตำรายา แต่มิได้ตอบทางพระโอษฐ์เสียงก้องออกมาจากพระอุระ พระครูไม่เชื่อจึงได้ลองพูดดูบ้าง ก็ได้รับคำตอบทักทายเป็นอันดี แต่นั้นมาพระครูได้รักษาไข้เจ็บป่วยด้วยยานั้น เป็นอะไรๆ ก็หาย ห้ามมิให้เรียกขวัญข้าวค่ายา นอกจากหมากคำเดียว"
สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้นอกจากพระพุทธไสยาสน์แล้วยังมี วิหารเขียนซึ่งเล่ากันว่า ผนังวิหารด้านที่หันออกสู่แม่น้ำมีแท่นสูงเข้าใจว่าเป็นแท่นที่เคยมีกษัตริย์เสด็จประทับยืนบริเวณนั้น มณฑปพระพุทธบาท ๔ รอย หอไตร เป็นต้น
...ข้อมูลเพื่อการเดินทางไปวัดป่าโมกวรวิหาร
กิโลเมตรที่ ๔๐ แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๒๙ จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๕๐๑ จะเห็นป้ายทางไปวัดป่าโมก
...งานนมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกซึ่งจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง คือ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ขึ้น ๑๕ ค่ำ และแรม ๑ ค่ำเดือน ๔ ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งระหว่างขึ้น ๑๒ – ๑๕ ค่ำ และแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี
....วัดป่าโมกวรวิหารตั้งอยู่ที่
เลขที่ ๑/ง ถนนป่าโมกราษฎร์บำรุง ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
เที่ยวชม นมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกวรวิหาร ตำบลป่าโมก อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง
http://www.danpranipparn.com/web/board/show.php?Category=tourbun&No=368
วัดป่าโมกวรวิหาร จังหวัดออ่างทอง อยู่ในเขตเทศบาลตำบลป่าโมก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกห่างจากอำเภอ เมืองอ่างทองไป ๑๘ กิโลเมตร ครับ ตามเส้น ทางหลวงหมายเลข ๓๐๙ สายอ่างทอง- อยุธยา เดิมมีวัด ๒ วัด อยู่ติด กัน คือ วัดตลาดกับวัด ชีปะขาว เป็นที่ประดิษฐานพระ พุทธไสยาสน์ที่ งดงามมากองค์หนึ่งของประเทศไทย
มีความยาวจากพระเมาลี ถึงปลายพระบาท๒๒.๕๘ เมตรก่ออิฐถือปูนปิดทอง องค์พระนี้สันนิษฐานว่า สร้างในสมัยสุโขทัยมีประวัติความ เป็นมาน่าอัศจรรย์ เล่าขานมาว่าได้ลอยน้ำมาจมอยู่หน้าวัดราษฎรบวงสรวงแล้วชักลากขึ้นมาไว้ที่ริมฝั่ง แม่น้ำ
ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก่อนจะยกทัพไปรบกับพระมหาอุปราชได้ เสด็จมาชุมนุมพลและถวายสักการะ บูชาพระพุทธรูปองค์นี้ ในปีพ.ศ. ๒๒๖๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระได้ เสด็จมาควบคุมการชลอองค์พระให้พ้นจากกระแสน้ำเซาะตลิ่งพังไปไว้ ยังวิหารใหม่ที่วัดตลาด ห่างจากฝั่ง แม่น้ำ ๑๖๘ เมตรแล้ว
โปรดให้รวมทั้งสองวัดเป็นวัดเดียวกันพระราชทานนามว่า วัดป่าโมก เพราะบริเวณ นั้นมีต้นโมกมากมาย ภาพวาดจำลองงานชะลอพระพุทธไสยาสน์
ตำนานเรื่องเล่าพระพุทธรูปพูดได้วัดป่าโมก
เรื่องมหัศจรรย์อภินิหารของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนจำนวนมากเคารพนับถือ มีร่ำลือกันมามากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องหนึ่งที่มีการจารึก ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็คือเรื่อง พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง พูดได้ โดยผู้บันทึกก็คือ พระครูปาโมกข์มุนี เจ้าอาวาสวัดป่าโมก
พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ยาว ๒๒.๕๘ เมตร เดิมอยู่ริมแม่น้ำ ไม่มีประวัติว่าใครสร้างและสร้างมาตั้งแต่เมื่อใด แต่ใน พ.ศ. ๒๒๖๘ น้ำได้เซาะตลิ่งใกล้เข้ามาจนพระพุทธรูปใกล้จะพังลงน้ำ ขุนนางข้าราชการได้ทูล ขอเสนอพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระให้รื้อออกแล้วสร้างใหม่ แต่พระยาราชสงคราม ผู้ถนัดเรื่องช่าง
และเป็นผู้ขุดคลองโคกขามที่คดเคี้ยวให้เป็นเส้นตรง ขอรับอาสาย้ายเข้ามาให้ห่างตลิ่งโดยไม่ทำให้พระพุทธรูปเสียหาย พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระไม่ทรงเชื่อว่าจะย้ายพระพุทธรูปใหญ่และหนักขนาดนั้นได้แต่พระยาราชสงครามรับรองด้วยชีวิตและพระราชาต่างคณะต่างก็ไม่เห็นด้วยในการจะทุบทำลายพระพุทธรูป พระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้ชะลอองค์พระเข้ามาให้ห่างฝั่งตามคำทูลเสนอ
พระยาสงครามได้เริ่มงานชะลอพระพุทธไสยาสน์โดยขุดดินใต้ฐาน แล้วสอดท่อนซุงเรียงเข้าไปหลายท่อนเรียงกันตลอด จากนั้นก็ใช้กำลังคนชักลากฐานให้เลื่อนไปบนท่อนซุงที่กลิ้งไป เมื่อถึงที่อันเหมาะแล้วพระเจ้าท้ายสระจึงให้สร้างวิหารครอบไว้ยั่งยื่นมาจนถึงทุกวันนี้
ส่วนเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่ถูกจารึกไว้ เกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ เวลาประมาณ ๖ โมงเย็น โดยอุบาสิกาเหลียน อยู่บ้านเอกราช แขวงป่าโมก หลานของพระภิกษุโต ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าโมก ได้เอาใบ้ไม้มาต้มให้พระภิกษุโตซึ่งเป็นอหิวาตกโรคฉัน ก็ปรากฏว่าพระภิกษุโตหายจากโรคอหิวาต์อย่างมหัศจรรย์
พระครูปาโมกข์มุนี จึงซักถามอุบาสิกาเหลียนถึงที่มาของยา อุบาสิกาเหลียนก็ว่าขอมาจากพระพุทธไสยาสน์ และยังคุยว่าพระพุทธไสยาสน์เป็นหลวงพ่อของนาง เมื่อต้องการสิ่งใดก็จะไปขออยู่เสมอ แม้แต่ถามไถ่เรื่องต่างๆ ก็จะมีเสียงตอบกลับมาจากพระอุระพระครูปาโมกข์มุนี จะขอเข้าไปฟังด้วย อุบาสิกาเหลียนก็ไม่ขัดข้อง
พระครูปาโมกข์มุนีนั่งอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ของพระพุทธไสยาสน์ ห่างประมาณ ๔ ศอกอุบาสิกาเหลียนก็จุดธูปเทียนและเอาใบ พูล ๑ ใบทาปูนพับเป็นสี่เหลี่ยม หมาก ๑ ซีกยาสูบ ๑ มวน ใส่ในพานบูชาแล้วอธิษฐานดังๆ ให้ได้ยินกันทั่วว่า
"นิมนต์หลวงพ่อเอาของในพานนี้ไปฉันด้วยเถิด"
ประมาณ ๒ นาที ของที่ถวายอยู่ในพานก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ พระครูปาโมกข์มุนี ยังไม่หายสงสัย ถามอุบาสิกาเหลียนว่าจะขอพูดกับหลวงพ่อเองได้หรือไม่ ก็มีเสียงตอบมาจากพระอุระว่า "ได้"
ท่านพระครูจึงถามว่า "หลวงพ่อสุขสบายดีหรือ?"
มีเสียงตอบว่า "สบายดี"
พระครูถามต่อไปว่า "หลวงพ่อสุขสบายแล้วจะให้ความสุขสบายแก่กระผมบ้างไม่ได้หรือ?"
มีเสียงตอบว่า "พระครูก็สุขสบายอยู่แล้ว"
พระครูถามต่อไปว่า "จะให้สุขสบายยิ่งขึ้นกว่านั้นได้หรือไม่"
มีเสียงตอบว่า "ไม่ได้"
พระครูซักอีกว่า "เหตุใดจึงไม่ได้"
หลวงพ่อตอบว่า "เดือนยี่กับเดือนห้าจะเกิดอหิวาตกโรค"
พระครูซักต่อไปว่า "ทำไมท่านจึงทราบได้ แล้วไม่ทราบเรื่องหยูกยาบ้างหรือ ถ้าทราบช่วยบอกให้คนทั้งปวงด้วย"
หลวงพ่อตอบว่า "ไม่ต้องกินยาหรอก กินน้ำมนต์ก็หาย"
พระครูถามต่อว่า "เดือนยี่กับเดือนห้ายังอีกนาน จะเวียบเทียนถวายจะชอบหรือไม่"
หลวงพ่อบอกว่า "ชอบ"
พระครูถามว่า "จะให้ทำข้างขึ้นหรือข้างแรม"
หลวงพ่อตอบว่า "ข้างแรม"
พระครูถามว่า "เครื่องดีดสีตีเป่าจะต้องใช้หรือไม่"
หลวงพ่อไม่ตอบ ....
พระครูถามต่อว่า "คนที่มาเวียนเทียนจะขอน้ำมนต์ไปดื่มตั้งแต่เดือยอ้าย จะคุ้มไปถึงเดือนยี่ เดือนห้าได้หรือไม่"
หลวงพ่อยืนยันว่า "ได้"
สักขีพยานทั้ง ๓๐ คน ต่างได้ยินคำโต้ตอบนี้โดยทั่วถึงกันวันต่อๆ มาพระครูโมกข์มุนียังมาสนทนากับพระพุทธไสยาสน์อีกโดยมีสักขีพยานมาร่วมฟังด้วยทุกครั้ง จึงได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ไว้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เพื่อยืนยันว่าพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกข์ เมืองอ่างทองพูดได้
เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวง(รัชกาลที่ ๕)แวะมานมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก ได้ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
"มีอำแดงคนหนึ่งไปบอกหลวงพ่อพระนอน ขอให้ช่วยรักษาลุงซึ่งป่วย พระนอนนั้นบอกตำรายา แต่มิได้ตอบทางพระโอษฐ์เสียงก้องออกมาจากพระอุระ พระครูไม่เชื่อจึงได้ลองพูดดูบ้าง ก็ได้รับคำตอบทักทายเป็นอันดี แต่นั้นมาพระครูได้รักษาไข้เจ็บป่วยด้วยยานั้น เป็นอะไรๆ ก็หาย ห้ามมิให้เรียกขวัญข้าวค่ายา นอกจากหมากคำเดียว"
สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้นอกจากพระพุทธไสยาสน์แล้วยังมี วิหารเขียนซึ่งเล่ากันว่า ผนังวิหารด้านที่หันออกสู่แม่น้ำมีแท่นสูงเข้าใจว่าเป็นแท่นที่เคยมีกษัตริย์เสด็จประทับยืนบริเวณนั้น มณฑปพระพุทธบาท ๔ รอย หอไตร เป็นต้น
...ข้อมูลเพื่อการเดินทางไปวัดป่าโมกวรวิหาร
กิโลเมตรที่ ๔๐ แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๒๙ จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๕๐๑ จะเห็นป้ายทางไปวัดป่าโมก
...งานนมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกซึ่งจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง คือ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ขึ้น ๑๕ ค่ำ และแรม ๑ ค่ำเดือน ๔ ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งระหว่างขึ้น ๑๒ – ๑๕ ค่ำ และแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี
....วัดป่าโมกวรวิหารตั้งอยู่ที่
เลขที่ ๑/ง ถนนป่าโมกราษฎร์บำรุง ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
เที่ยวชม นมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกวรวิหาร ตำบลป่าโมก อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง
http://www.danpranipparn.com/web/board/show.php?Category=tourbun&No=368
วัดจันทาราม (ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี
วิธีการเดินทาง
รถส่วนตัว
จากกรุงเทพ ขับมาตามถนนสายเอเซีย ทางหลวงหมายเลข 32 จนสี่แยกหางน้ำสาคร จังหวัดชัยนาท แล้วเลี้ยวซ้ายไป อ.มโนรมย์ สุดถนน 3212 เป็นแม่น้ำสะแกกรัง ให้เอารถขึ้นแพข้ามฟากไปฝั่งอุทัยธานี และขับต่อขึ้นไปตามถนน 3265 ประมาณ 4 - 5 ก.ม. ก็จะถึงบริเวณวัด
เวลานี้ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่วัดธรรมามูลไปวัดปากคลองมะขามเฒ่าเสร็จแล้ว จะขับรถข้ามไปเลยก็ได้ แต่รถบัสยังข้ามไปไม่ได้ เนื่องจากทางลงจากสะพานยังคับแคบ ส่วนรถเล็กยังข้ามไปได้
ส่วนรถบัสควรไปข้ามสะพานที่ ท่าน้ำอ้อย ตามทางหลวงหมายเลข 333 ระยะทางประมาณ 16 ก.ม. ผ่านไอยราปาร์ครีสอร์ท ผ่าน รพ.อุทัยธานี เลี้ยวไปทางมโนรมย์อีกประมาณ 6 ก.ม. ก็จะถึงวัดท่าซุง
นั่งรถโดยสาร นั่งรถตู้ไปอุทัยธานี (จอดที่ใต้ทางด่วนอนุสาวรีย์ มุมตะวันออกเฉียงเหนือของอนุสาวรีย์ คนละ180 บ. ใช้เวลา 3 ชม. วันงานคนมาก) ถึงตลาดบขส.อุทัย ให้ขึ้นรถสองแถวที่เขียนว่า ท่าซุง - มโนรมย์ ราคา 8 บาท (รถหมดประมาณบ่าย 2 โมง) หรือเหมารถสามล้อ นั่งได้ 2 คน ในราคาประมาณ 70 บาท.
....โทรศัพท์ (พระเจ้าหน้าที่ศาลานวราช ที่เป็นผู้รับสาย) (056) 502 - 655
...การปฏิบัติธรรมที่วัด
ตามปกติ ถ้าเป็นช่วงวันธรรมดา ที่วัดไม่ได้มีจัด งานสำคัญ ท่านสามารถมาพักที่วัดได้โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้
- พักครั้งละไม่เกิน 7 วัน (ในพรรษาจะมีพิเศษให้พักปฏิบัติธรรม 3 เดือน มีโรงครัวด้วย)
- การมาพักต้องติอต่อพระเจ้าหน้าที่ ที่ศาลานวราช (อยู่บริเวณโบสถ์ ติดกับหอนาฬิกา)
- ต้องมีบัตรประชาชนหรือใบขับขี่เป็นหลักฐาน
- หากเป็นพระต้องมีใบสุทธิ และ หนังสือรับรองจากเจ้าอาวาสที่ท่านสังกัดมาแสดงโดยทางวัด
- พระเจ้าหน้าที่จะขอเก็บไว้ 1 บัตรหรือใบต่อ 1 ห้องพักเพื่อแลกกับกุญแจ (และไว้มาแลกคืนตอนกลับ)
- ต้องมาติดต่อพระเจ้าหน้าที่ (ไม่ว่าจะขอกุญแจหรือคืนกุญแจ) ต้องติดต่อในช่วงต่อไปนี้เท่านั้นคือ
ช่วงเช้า 9.00 น.ถึง 10.30 น. ช่วงบ่าย 13.00 น.ถึง 16.00 น
(หากติดต่อนอกเวลา จะไม่อนุญาตให้พักในวัด รับเฉพาะผู้มาปฏิบัติธรรมเท่านั้น)
- ที่พักมีพักเป็นห้องๆ หลายจุดในวัด แยกชายหญิง
- เตรียมเสื้อผ้าที่สุภาพมาให้เพียงพอ
- ทางวัดมีห้องน้ำไว้บริการเพียงพอ
- เรื่องอาหารการกินผู้มาปฏิบัติต้องรับผิดชอบตนเอง โดยมีร้านอาหารอยู่หน้าวัด
- ภายในวัด มีร้านสหกรณ์ของวัดจำหน่ายของใช้ของจำเป็นทุกอย่าง
- มีการทำวัตรเช้า เวลา 08.30 น. ที่ศาลานวราช ทำวัตรเย็น เวลา 17.00 น. ที่วิหาร 100 เมตร
- ในวัดมีมีรถบัสที่ดัดแปลงเป็นรถนั้ง 2 แถวหรือไม่ก็มีรถสามล้อเครื่องให้ใช้บริการตามสะดวก
- ห้ามดื่มเหล้าและเล่นการพนันรวมทั้งอบายมุขทุกอย่าง
-ท่านต้องเคารพในสถานที่และทำตาม "ระเบียบ" ของวัดท่าซุงที่ติดไว้หน้าห้องอย่างเคร่งครัด
การเจริญกรรมฐานและการฝึกมโนมยิทธิ ท่านสามารถฝึกกรรมฐานแบบมโนมยิทธิ ได้ทุกวันในเวลา 11.30 - 14.00 น. และทำวัตรเย็นเจริญพระกรรมฐานแบบปกติ ในเวลา 17.00 น. ที่มหาวิหารแก้ว 100 เมตร
...นำเที่ยววัดท่าซุง มหาวิหารแก้ว 100 เมตร เป็นตึก ๒ ชั้น หลังคาเป็นจตุรมุข ๓ ยอด ด้านนอกด้านใน ปิดกระจกจากชั้น ๒ ถึงยอดหลังคา ภายในปิดกระจกเสาทุกต้น ข้างฝาและเพดานทั้งวิหาร มีพระประธานแบบพระพุทธชินราช มี รูปปั้นพระอรหันต์ ๗ องค์ มีรูปหล่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อลักษณะยืนถือไม้เท้า เพดานวิหารมีช่อไฟระย้าทั้งช่อใหญ่ ่และช่อเล็กรวมทั้งหมด ๑๑๙ ช่อ และมีบุษบกตั้งศพพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ตั้งอยู่ภายในมหาวิหารนี้ด้วย
...เวลาเปิดมหาวิหาร ๑๐๐ เมตร คือ ระหว่าง 9:00 - 11: 30 น. และ 14:00 - 16:00 น. เท่านั้น โดยช่วง 11.30 - 14.00 น.จะอนุญาตเฉพาะคนที่เข้ามาเจริญพระกรรมฐานเท่านั้น
....พระวิหารสมเด็จองค์ปฐม หน้าตัก ๔ ศอก เป็นพระหล่อด้วยโลหะผสมทองคำ หนัก 87 ก.ก. ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของ "สมเด็จองค์ปฐม" วิหารทั้งหมดบุแก้วทั้งข้างนอกข้างในสวยงามมาก
เวลาเปิด เช้า 09.00 - 10.30 น. และบ่าย 13.00 - 16.00 น. (วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ เปิดตลอดเวลา 09.00 - 16.00 น.)
...ปราสาททองคำ เวลาเปิดตลอดเวลา 08.00 - 16.00 น.
...มณฑปพระศรีอาริยเมตไตรย์ เวลาเปิด เช้า 09.00 - 10.30 น. และบ่าย 13.00 - 16.00 น. (วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ เปิดตลอดเวลา 09.00 - 16.00 น.)
...พระยืน 30 ศอก, เจดีย์พุดตาล เปิดตลอดเวลา 08.00 - 16.00 น.
ข้อมูลจาก.
http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=453
รถส่วนตัว
จากกรุงเทพ ขับมาตามถนนสายเอเซีย ทางหลวงหมายเลข 32 จนสี่แยกหางน้ำสาคร จังหวัดชัยนาท แล้วเลี้ยวซ้ายไป อ.มโนรมย์ สุดถนน 3212 เป็นแม่น้ำสะแกกรัง ให้เอารถขึ้นแพข้ามฟากไปฝั่งอุทัยธานี และขับต่อขึ้นไปตามถนน 3265 ประมาณ 4 - 5 ก.ม. ก็จะถึงบริเวณวัด
เวลานี้ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่วัดธรรมามูลไปวัดปากคลองมะขามเฒ่าเสร็จแล้ว จะขับรถข้ามไปเลยก็ได้ แต่รถบัสยังข้ามไปไม่ได้ เนื่องจากทางลงจากสะพานยังคับแคบ ส่วนรถเล็กยังข้ามไปได้
ส่วนรถบัสควรไปข้ามสะพานที่ ท่าน้ำอ้อย ตามทางหลวงหมายเลข 333 ระยะทางประมาณ 16 ก.ม. ผ่านไอยราปาร์ครีสอร์ท ผ่าน รพ.อุทัยธานี เลี้ยวไปทางมโนรมย์อีกประมาณ 6 ก.ม. ก็จะถึงวัดท่าซุง
นั่งรถโดยสาร นั่งรถตู้ไปอุทัยธานี (จอดที่ใต้ทางด่วนอนุสาวรีย์ มุมตะวันออกเฉียงเหนือของอนุสาวรีย์ คนละ180 บ. ใช้เวลา 3 ชม. วันงานคนมาก) ถึงตลาดบขส.อุทัย ให้ขึ้นรถสองแถวที่เขียนว่า ท่าซุง - มโนรมย์ ราคา 8 บาท (รถหมดประมาณบ่าย 2 โมง) หรือเหมารถสามล้อ นั่งได้ 2 คน ในราคาประมาณ 70 บาท.
....โทรศัพท์ (พระเจ้าหน้าที่ศาลานวราช ที่เป็นผู้รับสาย) (056) 502 - 655
...การปฏิบัติธรรมที่วัด
ตามปกติ ถ้าเป็นช่วงวันธรรมดา ที่วัดไม่ได้มีจัด งานสำคัญ ท่านสามารถมาพักที่วัดได้โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้
- พักครั้งละไม่เกิน 7 วัน (ในพรรษาจะมีพิเศษให้พักปฏิบัติธรรม 3 เดือน มีโรงครัวด้วย)
- การมาพักต้องติอต่อพระเจ้าหน้าที่ ที่ศาลานวราช (อยู่บริเวณโบสถ์ ติดกับหอนาฬิกา)
- ต้องมีบัตรประชาชนหรือใบขับขี่เป็นหลักฐาน
- หากเป็นพระต้องมีใบสุทธิ และ หนังสือรับรองจากเจ้าอาวาสที่ท่านสังกัดมาแสดงโดยทางวัด
- พระเจ้าหน้าที่จะขอเก็บไว้ 1 บัตรหรือใบต่อ 1 ห้องพักเพื่อแลกกับกุญแจ (และไว้มาแลกคืนตอนกลับ)
- ต้องมาติดต่อพระเจ้าหน้าที่ (ไม่ว่าจะขอกุญแจหรือคืนกุญแจ) ต้องติดต่อในช่วงต่อไปนี้เท่านั้นคือ
ช่วงเช้า 9.00 น.ถึง 10.30 น. ช่วงบ่าย 13.00 น.ถึง 16.00 น
(หากติดต่อนอกเวลา จะไม่อนุญาตให้พักในวัด รับเฉพาะผู้มาปฏิบัติธรรมเท่านั้น)
- ที่พักมีพักเป็นห้องๆ หลายจุดในวัด แยกชายหญิง
- เตรียมเสื้อผ้าที่สุภาพมาให้เพียงพอ
- ทางวัดมีห้องน้ำไว้บริการเพียงพอ
- เรื่องอาหารการกินผู้มาปฏิบัติต้องรับผิดชอบตนเอง โดยมีร้านอาหารอยู่หน้าวัด
- ภายในวัด มีร้านสหกรณ์ของวัดจำหน่ายของใช้ของจำเป็นทุกอย่าง
- มีการทำวัตรเช้า เวลา 08.30 น. ที่ศาลานวราช ทำวัตรเย็น เวลา 17.00 น. ที่วิหาร 100 เมตร
- ในวัดมีมีรถบัสที่ดัดแปลงเป็นรถนั้ง 2 แถวหรือไม่ก็มีรถสามล้อเครื่องให้ใช้บริการตามสะดวก
- ห้ามดื่มเหล้าและเล่นการพนันรวมทั้งอบายมุขทุกอย่าง
-ท่านต้องเคารพในสถานที่และทำตาม "ระเบียบ" ของวัดท่าซุงที่ติดไว้หน้าห้องอย่างเคร่งครัด
การเจริญกรรมฐานและการฝึกมโนมยิทธิ ท่านสามารถฝึกกรรมฐานแบบมโนมยิทธิ ได้ทุกวันในเวลา 11.30 - 14.00 น. และทำวัตรเย็นเจริญพระกรรมฐานแบบปกติ ในเวลา 17.00 น. ที่มหาวิหารแก้ว 100 เมตร
...นำเที่ยววัดท่าซุง มหาวิหารแก้ว 100 เมตร เป็นตึก ๒ ชั้น หลังคาเป็นจตุรมุข ๓ ยอด ด้านนอกด้านใน ปิดกระจกจากชั้น ๒ ถึงยอดหลังคา ภายในปิดกระจกเสาทุกต้น ข้างฝาและเพดานทั้งวิหาร มีพระประธานแบบพระพุทธชินราช มี รูปปั้นพระอรหันต์ ๗ องค์ มีรูปหล่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อลักษณะยืนถือไม้เท้า เพดานวิหารมีช่อไฟระย้าทั้งช่อใหญ่ ่และช่อเล็กรวมทั้งหมด ๑๑๙ ช่อ และมีบุษบกตั้งศพพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ตั้งอยู่ภายในมหาวิหารนี้ด้วย
...เวลาเปิดมหาวิหาร ๑๐๐ เมตร คือ ระหว่าง 9:00 - 11: 30 น. และ 14:00 - 16:00 น. เท่านั้น โดยช่วง 11.30 - 14.00 น.จะอนุญาตเฉพาะคนที่เข้ามาเจริญพระกรรมฐานเท่านั้น
....พระวิหารสมเด็จองค์ปฐม หน้าตัก ๔ ศอก เป็นพระหล่อด้วยโลหะผสมทองคำ หนัก 87 ก.ก. ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของ "สมเด็จองค์ปฐม" วิหารทั้งหมดบุแก้วทั้งข้างนอกข้างในสวยงามมาก
เวลาเปิด เช้า 09.00 - 10.30 น. และบ่าย 13.00 - 16.00 น. (วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ เปิดตลอดเวลา 09.00 - 16.00 น.)
...ปราสาททองคำ เวลาเปิดตลอดเวลา 08.00 - 16.00 น.
...มณฑปพระศรีอาริยเมตไตรย์ เวลาเปิด เช้า 09.00 - 10.30 น. และบ่าย 13.00 - 16.00 น. (วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ เปิดตลอดเวลา 09.00 - 16.00 น.)
...พระยืน 30 ศอก, เจดีย์พุดตาล เปิดตลอดเวลา 08.00 - 16.00 น.
ข้อมูลจาก.
http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=453
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








